โรคกระดูกพรุน ... แล้วกระดูกเราต้องเป็นรูงั้นเหรอ!!!!!!


รูปภาพของ sss27214

     บางคนเข้าใจว่า โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่กระดูกภายในของเราจะเป็นรูพรุนไปทั่ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดเพราะจริงๆแล้ว

โรคกระดูกพรุน(Osteporosis) คือโรคที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดน้อยลงเรื่อยๆ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะโครงสร้างของกระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูก ไม่สามารถจะรับน้ำหนักหรือแรงกดดันได้ตามปกติ ทำให้เกิด
อาการกระดูก หักตามมา (Decreased bone mass, defective bone microarchitecture) นอกจากจะเรียกโรคกระดูกพรุน อาจเรียก โรคกระดูกบาง โรคกระดูกผุ ก็ได้ 

 ที่มาของรูปภาพ:http://www.weloveshopping.com

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก กระดูกของเราก่อนนะค่ะ 

ขบวนการเกิดกระดูกในร่างกาย
กระดูกในร่างกายนั้นเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นเป็นท่อนแข็งๆคล้ายๆกันแต่เมื่อมองละเอียดลงไปจะสามารถ
จำแนกลักษณะของกระดูกออกได้เป็น 2 ชนิดคือ Cortical bone และ Cancellous bone
- Cortical bone คือกระดูกส่วนเปลือกนอก ซึ่งมีลักษณะแข็งและจับตัวกัน อย่างหนาแน่น ซึ่งเป็นส่วนที่เห็นด้านนอกของโครงกระดูก
- Cancellous bone จะเป็นส่วนที่เป็นแผ่นเยื่อใยที่สอดไขว่สลับไปมาอยู่ใน ช่องโพรงกระดูกภายใน กระดูกแต่ละท่อนของร่ากายจะประกอบด้วยกระดูก ทั้งสองแบบ ซึ่งอยู่ในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ตำแหน่งของกระดูกนั้นๆ  เช่นตรงส่วนกลางของกระดูกแขนขา (long bone) จะประกอบด้วย cortical bone เป็นส่วนใหญ่ ที่บริเวณส่วนปลายจึงจะมี cancellous bone ในปริมาณ ทีมากขึ้น ส่วนกระดูกสันหลังจะประกอบด้วย cancellous bone เป็นส่วน ใหญ่ ซึ่งกระดูกทั้งสองถูกออกแบบให้ เหมาะสมกับการรับแรงกดแรงกระแทก ในลักษณะต่างกัน ทั้งสองแบบมีการตอบสนองต่อmetabolism  ของแคลเซี่ยม แตกต่างกัน                                           

ที่มาของรูปภาพ:http://www.ama-cmeonline.com

กระดูกยังประกอบด้วยสารอินทรีย์ชื่อ คอลลาเจน (จากโปรตีน)      ซึ่งจะก่อตัว เป็นฐานให้สารอนินทรีย์
เช่น แคลเซี่ยมฟอสเฟตมาตกผลีกจับตัวกับคอลลาเจน จนแปรสภาพกลายเป็นของแข็ง ที่สามารถรับน้ำหนัก
และมีความยืดหยุ่นใน ตัวเอง  เมื่อมองลึกลงไปถึงระดับเซลล์จะพบว่ากระดูกประกอบด้วยเซลล์หลัก
2 ชนิดคือ เซลล์ที่เป็นตัวสร้างกระดูก( Osteoblast) และเซลล์ที่ทำหน้าที่สลาย กระดูก(Osteoclast) 
เพราะกระดูกของเราไม่ได้อยู่ในลักษณะนิ่งๆเหมือน การก่อกำแพง แต่จะเป็นลักษณะแบบไดนามิก คือมีการ
เคลื่อนไหวถ่ายเทกัน อยู่ตลอดเวลา คือมีการสร้างขึ้นใหม่และสลายของเดิมกันไปอยู่ตลอดเวลา   

ที่มาของรูปภาพ:http://www.formumandme.com

   ช่วงที่มีการสะสมของแคลเซี่ยมมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเด็กที่กำลังเจริญเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์คือประมาณอายุ 14 ปี ในเด็กผู้หญิง และประมาณ 16 ปีใน เด็กชาย หลังจากหยุดสูงแล้ว (epiphyxial plate ปิด)
  กระดูกยังมีการหนาตัวได้ อีกเล็กน้อยจนถึงช่วงอายุประมาณ 30 ปี และจะคงที่อยู่สักระยะหนึ่ง แล้วจึงจะเริ่มมีการสูญเสียเนื้อกระดูกไปเรื่อยๆปีละ 0.5-1%  ต่อปีทั้งหญิงและชาย  แต่ในผู้หญิงหลังวัยหมด
ประจำเดือนจะเกิดการสูญเสียเนื้อกระดูกเพิ่มมากขึ้นทำ ให้กระดูกบางลงกว่าเดิม อาจมองไม่เห็นความแตกต่าง   

 ที่มาของรูปภาพ:http://www.geocities.com


  

เมื่อมองจากภายนอก กระดูก 2 แบบคือแบบท่อนยาว cortical bone และแบบท่อนแบน cancell ous bone (ส่วนใหญ่ของกระดูกสันหลัง)  จะมีการสูญเสียของเนื้อกระดูกที่ แตกต่างกัน โดยที่กระดูกท่อนแบน จะมีการสูญเสียของเนื้อกระดูกก่อนและ รวดเร็วกว่าแบบกระดูกท่อนยาว เมื่อความหนาแน่นลดลงจนถึงระดับหนึ่งจะ เกิดการทรุดตัวได้แม้ในขณะที่กำลังทำงานบ้านอยู่ ส่วนกระดูกท่อนยาวนั้นมัก ไม่มีการทรุดตัวอย่างกระดูกสันหลัง แต่มักจะหักเมื่อเกิดแรงกระแทกเข้ามาซึ่งแรงกระแทกอาจไม่จำเป็นต้องรุนแรงนัก เช่นอาจเกิดกระดูกต้นขาหักจาก การล้มลงในระดับยืน การเซถลาไปปะทะกำแพง เป็นต้น

 

ที่มาของรูปภาพ:http://www.moph.go.th



กระดูกถือว่าสเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากของร่างกาย จากการที่เพื่อนได้ออกมานำเสนอตัวข้าพเจ้าเองคิดว่า คนที่ได้รับรู้เรื่องโรคกระดูกพรุนนี้ก็จะทำให้ตระหนักและใส่ใจถึงความสำคัญของกระดูกมากขึ้น และรู้จักวิธีที่ทำให้กระดูกแข็งแรง และรู้จักที่จะระมัดระวังในการดำเนินชีวิตหรือไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อกระดูกCool

น.ส.ศิรินทร์    ปัชชา   ม.6/7   เลขที่ 27 (เพื่อน)


รูปภาพของ sss27210

แต่ก่อนเราไม่เคยสนใจเลย

แต่ต้องสนใจแล้วแหละ



ว้าวววว!!ดีจัง จะไว้จำเอาไปบอกแม่นะ

ขอบคุนมาก ขวัญ^^



ข้อมูลเยอะจัง งงง

เต็มเปรี่ยมด้วยความรู้>>> 

ขอบคุณนะ



เนื้อหาครบถ้วนมากๆ เจาะลึกทุกอย่าง ละเอียดจริงๆ

 


รูปภาพของ kalayarat

ขอบคุณค่ะ   ตรวจแล้ว

.กัลยารัตน์