มาทำความรู้จักกับนาฏศิลป์ไทยกันนน


รูปภาพของ sss28361

         

ที่มาของภาพ : variety.thaiza.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%8...

ละคร

ความเป็นมาของละครไทย ความหมายของละคร หมายถึง การแสดงที่ผูกเป็นเรื่องราว เพื่อความสนุกสนาน บันเทิงใจ เป็นศิลปะที่มนุษย์สร้างสสรค์ขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจ ตามธรรมชาติ วัฒนธรรม สังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชนชั้น แสดงออกเห็นความงดงาม น่าชม ก่อให้เกิดอารมณ์ สะเทือนใจ ลักษณะของละครตะวันตกและซีกโลกตะวันออกจะมีความแตกต่างกันตรมหลักปรัชญาศาสนา และความเชื่อ ชนชาติโบราณทุกชาตินอกจากถือว่าการเต้นรำหรือฟ้อนรำเป็นกิจประจำของทุกคนแล้ว ยังถือเป็นพิธีกรรมทางศาสนา
การแสดงละครในยุคแรกๆ จะจัดการแสดงเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้ายอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ ยิ่งชนชาติใดมอารยธรรมเก่าแก่ก็จะมีการตำนานเกี่ยวกับการแสดงละคร ในรูปแบบ จารึก ตำรารำ คัมภีร์ เป็นต้น


ประวัติศาสตร์การละครไทย

ประวัติการละครไทย สัมพันธ์กับยุคสมัยทางประวัตฺศาสตร์ของประเทศ จึงมีการพัฒนาการตามยุคสมัย โดยมีอิทธิพล ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมการติดต่อกับชาวต่างประเทศ จึงทำให้วิถีชีวติขิงคนในแต่ละยุคมีความแตกต่างกัน ศิลปะการละครไทยจึงมีปรากฏการณ์ที่มีจุเด่นแตกต่างกันไป ประวัติศาสตร์ละครไทย แบ่งตามยุคสมัยได้ดังนี้

สมัยน่านเจ้า การแสดงมีแต่ระบำปรากฏเป็นหลักฐาน ส่วนการละครไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด ในสมัยนี้มีนิทานเรื่อง มโนราห์
แพร่หลายในประเทศแถบทุกชาติ เช่น อินเดีย ชาว มลายู ลาว เขมร พม่า และไทย เป็นต้น

สมัยสุโขทัย(พ.ศ. ๑๘๐๐-๑๙๒๐) จากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง กล่าวถึง การขับร้อง ระบำ รำ ฟ้อน และการละเล่นพื้นเมือง ไม่ปรากฏหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับละครไทย

สมัยอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๑๐) มีหลักฐานปรากฏเกี่ยวกับการละคร โขน ระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงมหรสพต่างๆ เช่น หนังใหญ่ หุ่น การละเล่นขอลหลวง การละเล่นพื้นเมือง ในสมัยอยุธยาสมัยเป็นราชธานี

สมัยธนบุรี (พ.ศ. ๒๓๑๐- ๒๓๒๕) การละครไทยค่อนข้างซบเซา เนื่องจากการเสียกรุงเก่า บทละครหายไปเป็นจำนวนมาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงทำนุบำรุงการละคร โดยพยายามรวบรวมบทละครที่กระจัดกระจายเพื่อนำมาสร้างสรรค์ให้คงอยู่ต่อไป และทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ไว้ ๕ ตอน และทรงกำกับการแสดง การฝึกซ้อม โขน ละคร ด้วยพระองค์เอง โดยยึดแบบแผนการแสดงของกรุงเก่า

สมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.๒๓๒๕-ปัจจุบัน) พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงสนับสนุนฟื้นฟูการละครโดยสืบเนื่องกันมาเป็นลำดับ

สมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๕๒)

ทรงวางพื้นฐานของศิลปวิทยาการให้เป็นแบบแผน โดยเฉพาะในเรื่องละครซึ่งถือว่า เป็นของประดับเกียรติของพระนคร มีละครผู้หญิงในราชสำนัก ถือแบบแผนการแสดงแบบกรุงเก่า โปรดให้ฝึกหัดการแสดงละครโขน ทั้งวังหลวงตามแบบอย่างครั้งกรุงเก่า

สมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.๒๓๕๒-๒๓๖๗)

พระองค์ทรงเป็นองค์ประมุขแห่งกวี วรรณคดีประเภทกาพย์ กลอน ทรงเป็นศิลปินดนตรี ซอสามสาย พระราชนิพนธ์เพลงบุหลันลอยเลื่อน พระองค์โปรดการละครมาก เป็นยุคทองแห่งวรรณคดี บทพระราชนิพนธ์เรื่อง อิเหนา ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่า เป็นยอดของบทละครรำ เพราะรักษาขนบธรรมเนียมโดยสมบูรณ์ แสดงสะดวก ท่ารำไม่ขัดเขิน บทกลอนไพเราะ

สมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๙๔)

พระองค์ไม่ทรงสนพระทัยในการละครใดนักแต่มิทรงขัดขวาง ละครหลวงจึงค่อยๆ หมดไป บรรดาครูละครหลวงออกไปเป็นครูฝึกหัดละครตามวังเจ้านาย ขุนนางและราษฎรทำให้การละครเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว มีคณะละครเกิดขึ้นหลายคณะ แสดงทั้ง ละครนอกและละครใน

สมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.๒๓๙๔-๒๔๑๑)

โปรดฟื้นฟูละครหลวงขึ้นใหม่ มีพระบรมราชานุญาตให้คนทั่วไปมีละครผู้หญิงได้ มีประกาศกฎหมายภาษีมหรสพโดยเก็บจากเจ้าของตณะละครตามประเภทของการแสดงและเรื่องที่แสดง ทรงพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ตอนพระรามเดินดง บทร้องในการรำเบิกโรงดอกไม้เงินดอกไม้ทอง

สมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๕๓)

ในรัชกาลที่ ๕ เป็นยุคที่อารยธรรมตะวันตกเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทย เกิดละครสมัยใม่หลายประเภท ได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง ละครเสภา ละครร้อง ละครพูด ลิเก โปรดเกล้าให้เลิกภาษีอากรมหรสพ ทำให้เกิดคณะละครที่มีชื่อเสียงขึ้นมากมาย กิจการการละครรุ่งเรืองมาก เจ้าของคณะคิดปรับปรุงวิธีการแสดงขึ้นใหม่

สมัยรัชกาลที่ ๖ พระบามสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๘)

เป็น ยุคทองแห่งศิลปะการละครยุคที่ ๒ มีบทละครและศิลปินเกิดขึ้นมากมาย ทรงพระราชนิพนธ์บทโขนปและละครไว้จำนวนมาก ทรงแสดงละครเป็น นายมั่น ปืนยาว ในเรื่องพระร่วง และครั้งสุดท้ายทรงแสดงละครเรื่อง วิวาห์พระสมุทร ที่พระราชวังมฤคทายวัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘

ทรงได้รับยกย่องว่าเป็น พระราชบิดาแห่งละครพูด ทรงฟื้นฟูการแสดงโขน โดยทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ศิลปิน นักร้อง นักดนตรี ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนพระหลวง ฝึกนักเรียนเป็นศิลปิน ๓ สาขา คือ โขน ละคร ดนตรีปี่พาทย์ เครื่องสายฝรั่ง การแสดงโขนเจริญมากจนมีคำเรียกโขนราชการว่า โขนหลวง

สมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๗๗)

ทรงทำนุบำรุงการละครให้คงอยู่รอดตลอดรัชกาล แม้ว่าจะเป็นยุตที่มีความผันผวนทางเศรษกิจและการเมือง พระองค์พระราชนิพนธ์เพลงเขมรลออองค์ และเพลงราตรีประดับดาว

สมัยปัจจุบัน (หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน)

การละครและดนตรีอยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร มีละครแบบใหม่เกิดขึ้น คือ ละครจันโรภาส (จวงจันทร์ จันทร์คณา) เป็นผู้ปรับปรุงเพลงไทยเดิมที่มี ทำนองเอื้อนมาเป็นเพลงที่ไม่มีการเอื้อน เรียกว่า ละครร้อง

ละครหลวงวิจิตรวาทการ เป็นละครประเภทปลุกใจให้รักชาติ มีลักษณะเป็นละครพันทางอิงประวัติศาสตร์ มีการแสดงระบำที่งดงามมีคำพูดที่โต้ตอบที่ไพเราะกินใจ ใช้วงดนตรีไทยและดนตรีสากลบรรเลงสลับกัน

ลักษณะเด่นของละครหลวงวิจิตรวาทการ

1. บทรำ

2. บทพูด

3. บรรเลงดนตรีด้วยวงดนตรีไทย-สากล

4. แต่งกายแบบละครรำบ้าง แต่งแบบชีวิตจริงบ้าง

5.ท่ารำ มีทั้งรำไทยและท่ารำอย่างละครร้อง (ท่ากำ-แบ)


การพัฒนาการละครไทย

การละครไทย เป็นการแสดงที่เล่นเป็นเรื่องราว โดยมีแนวคิด โครงเรื่อง ตัวละคร บทละครสำหรับละครไทยนั้นดำเนินเรื่องราวด้วยการขับร้อง เจรจา และลีลาท่ารำ สื่อความหมายตามบทร้องเรียกว่า รำตีบท หรือภาษาท่านาฏศิลป์โดยการบรรเลงดนตรีประกอบตามลักษณะกิริยา อารมณ์ของตัวละครและบรรยากาศการแสดง เรีกว่า เพลงหน้าพาทย์ ละครไทยมาตรฐานจึงมีลักษณะเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ตามวัฒนธรมมไทย โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ

1. บทละคร

2. บทร้อง,บทเจรจา

3. ภาษาท่านาฏศิลป์,ท่ารำ

4. ดนตรีประกอบการแสดง

5. การแต่งกาย

ประเภทของละครไทย

ละครไทยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. ละครรำแบบมาตรฐาน

1.1 ละครโนราชาตรี

1.2 ละครนอก

1.3 ละครใน

2. ละครรำแบบปรับปรุง

2.1 ละครดึกดำบรรพ์

2.2 ละครพันทาง

2.3 ละครเสภา

2.4 ละครชาตรีทรงเครื่อง

3. ละครร่วมสมัย

3.1 ละครร้อง

- ร้องล้วนๆ

- ร้องสลับพูด

3.2 ละครพูด

3.3 ละครสังคีต


รูปภาพของ poonsak

ขอบคุณที่จัดทำข้อมูลดีดีมาให้อ่านครับ

แต่ภาพหายไปไหน หามาให้ครบด้วย

ขอมอบดอกรักมาเป็นกำลังใจนะครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------
ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน