ประวัติศาสตร์



 เรื่อง การสถาปนาและพัฒนาการด้านการเมืองการปกครองสมัยสุโขทัย

 

สุโขทัย มีความหมายว่า รุ่งอรุณแห่งความสุข เป็นราชธานีแห่งแรกของคนไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 700 ปีมาแล้ว  ที่ราชวงศ์พระร่วงได้นำบรรพบุรุษชาวไทยร่วมกันก่อตั้งบ้านเมืองเป็นรัฐอิสระขึ้น นอกจากความสำคัญในฐานะราชธานีแห่งแรกของคนไทยแล้ว สุโขทัยยังเป็นแหล่งกำเนิดประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทยหลายอย่าง เช่น ประเพณีลอยกระทง ซึ่งกลายเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัยในปัจจุบันนี้

 

 

                    

ภาพที่ 1 ประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย

ที่มา: http://i297.photobucket.com/albums/mm218/hasachai/loykratong%20festival/sukothai-light-2.jpg

 

 

1.   การสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย

 

 1) ความเป็นมาของอาณาจักรสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 18  ชนเผ่าไทยกลุ่มต่าง ๆ เช่น  สุพรรณภูมิ  อโยธยา  ละโว้  เชียงใหม่และพะเยาต่างสถาปนาอำนาจขึ้นในเขตอิทธิพลของตนเอง ขณะเดียวกันปรากฏว่ามีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของพ่อขุนศรีนาวนำถุม แห่งราชสกุลศรีนาวนำถุม ได้สถาปนาอำนาจขึ้น ณ เมืองเชลียง  ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยม หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่าศรีสัชนาลัย ต่อมาได้ขยายอำนาจเข้าสู่สุโขทัย รวมเรียกว่า นครสองอันหมายถึงสุโขทัยศรีสัชนาลัย อย่างไรก็ตาม อำนาจของราชสกุลศรีนาวนำถุมไม่น่าจะมั่นคงนัก เพราะปรากฏว่าต่อมาได้เสียเมืองแก่ขอม จนเมื่อล่วงเข้าปี พ.ศ. 1800 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วงจึงสามารถขับไล่ขอมออกจากสุโขทัย และกษัตริย์ภายใต้ราชวงศ์พระร่วงที่ปกครองสืบต่อมาหลายพระองค์ ได้สร้างสรรค์ผลงานในด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนความเจริญในด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นมรดกทางด้านอารยธรรมให้แก่บ้านเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน


การก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยเท่าที่ปรากฏหลักฐานนั้น แว่นแคว้นสุโขทัยได้ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่18 โดยศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำยม และลุ่มแม่น้ำน่าน อันเป็นที่ตั้งของเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัยในลุ่มแม่น้ำยม และสระหลวงสองแควในลุ่มแม่น้ำน่านต่อมาจึงได้ขยายตัวไปทางด้านทิศตะวันตกบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง   และทิศตะวันออกบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก

 

เดิมทีสุโขทัย เป็นสถานีการค้าของแคว้นละโว้ (ลวรัฐ) ของอาณาจักรขอม บนเส้นทางการค้าผ่านคาบสมุทรระหว่างอ่าวเมาะตะมะ กับเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง (ประเทศลาว) คาดว่าเริ่มตั้งเป็นสถานีการค้าในราวพุทธศักราช 1700 ในรัชสมัยของพระยาธรรมิกราช  กษัตริย์ละโว้ โดยมีพ่อขุนศรีนาวนำถุม เป็นผู้ปกครองและดูแลกิจการภายในเมืองสุโขทัย และศรีสัชนาลัย

                                                         
     ภาพที่ 2 อาณาจักรสุโขทัย
      ที่มา: ประวัติศาสตร์ไทย. 

  

จากศิลาจารึกหลักที่ 2   ศิลาจารึกวัดศรีชุม   จังหวัดสุโขทัย  ได้กล่าวถึงการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของชุมชนเมืองในลุ่มแม่น้ำยม และลุ่มแม่น้ำน่าน ในรัชสมัยของ พ่อขุนศรีนาวนำถุม   ขุนในเมืองเชลียง(ศรีสัชนาลัย)  เป็นเจ้าเมืองปกครองในฐานะเมืองขึ้นขอม ได้ครอบครองเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัยเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 18  ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการขยายเมืองโดยการรวบรวมเมืองเป็นเมืองคู่   ดังปรากฏเรียกในศิลาจารึกว่า นครสองอันการรวมเมืองเป็นเมืองคู่นี้เป็นการรวมทรัพยากร สำหรับการขยายเมืองให้เป็นแว่นแคว้นใหญ่โตขึ้น  พระองค์มีโอรส 2  พระองค์  คือ พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด และพญาคำแหงพระราม  เจ้าเมืองสระหลวง สองแคว (เมืองพิษณุโลก)

 

อาณาเขตของกรุงสุโขทัยในสมัยพ่อขุนศรีนาวนำถุม คงไม่กว้างขวางเท่าใดนัก สันนิษฐานว่าครอบคลุมถึงเมืองฉอด (เมืองสอด) ลำพูน พิษณุโลก   และอำนาจในการควบคุมเมืองในอาณาเขตในสมัยของพ่อขุนศรีนาวนำถุมคงไม่มั่นคงนัก   แต่ละเมืองคงเป็นอิสระในการปกครองตนเอง  เมืองหลายเมืองคงเป็นเมืองในระบบเครือญาติ หรือเมืองที่มีสัมพันธไมตรีต่อกัน 

 

 

 
ภาพที่ 3 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง

ที่มา: http://www.thaigoodview.com/files/u7309/246PX-_1.jpg

  

ภายหลังเมื่อพ่อขุนศรีนาวนำถุมสิ้นพระชนม์  ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นในเมืองสุโขทัยจนขอมสบาดโขลญลำพง  ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นเจ้าเมืองลำพง ซึ่งเป็นเมืองที่ปรากฏชื่อในศิลาจารึกหรืออาจเป็นขุนนางขอม ที่กษัตริย์ขอมส่งมากำกับดูแลอยู่ที่สุโขทัย ได้นำกำลังเข้ายึดเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัยและเมืองใกล้เคียงไว้ได้    พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดและพระสหายคือพ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง ได้รวมกำลังกันปราบปรามจนได้ชัยชนะ พ่อขุนบางกลางหาวยึดได้เมืองศรีสัชนาลัย ส่วนพ่อขุนผาเมืองเข้ายึดเมืองสุโขทัยไว้ได้ เมื่อได้เมืองสุโขทัยแล้ว พ่อขุนผาเมืองได้ทรงมอบเมืองสุโขทัย ให้แก่พ่อขุนบางกลางหาว พร้อมทั้งพระนามที่กษัตริย์ขอมเคยแต่งตั้งพ่อขุนผาเมือง คือ ศรีอินทรบดินทราทิตย์  ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ พ่อขุนบางกลางหาว จึงได้ขึ้นครองราชย์ ณ เมืองสุโขทัย มีพระนามว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง ส่วนพ่อขุนผาเมืองได้กลับไปครองเมืองราดดังเดิม

 

หลักฐานในศิลาจารึกกล่าวว่า หลังสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมืองต่าง ๆในอาณาเขตของสุโขทัยได้แยกตัวเป็นอิสระ ไม่ยอมรับศูนย์อำนาจที่เมืองสุโขทัยเหมือนดังเช่นสมัยที่  พ่อขุนรามคำแหงมหาราชดำรงพระชนม์ชีพอยู่   ปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 3 ศิลาจารึกนครชุม จังหวัดกำแพงเพชรว่า   บ้านเมืองขาด......หลายบั้น หลายท่อนแซว หลายบั้นหลายท่อน ดังเมืองพนกเป็นขุนหนึ่งเมืองคนที พระบาง หาเป็นขุนหนึ่ง เมืองเชียงทองหาเป็นขุนหนึ่ง..…”

 

ความแตกแยกของเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรสุโขทัย หลังสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น อาจเนื่องมาจากศูนย์กลางอำนาจปราศจากความเข้มแข็ง บ้านพี่เมืองน้องในอาณาจักรสุโขทัยได้แตกแยกออกจากกันถืออำนาจปกครองตนเอง โดยไม่ขึ้นแก่กันและกัน เมืองประเทศราชที่มีกำลังกล้าแข็งพากันแยกตัวเป็นอิสระ เช่น เมืองนครศรีธรรมราช และเมืองหงสาวดี

 อาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองสืบมาประมาณ 200 ปีเศษ            (พ.ศ. 1762-1981)   ภายหลังจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของกรุงศรีอยุธยาและถูกรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาซึ่งอยู่ในสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)  

2) ปัจจัยสำคัญในการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย

                                                                                       การสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้สถาปนาขึ้นได้นั้น มีปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยทำให้การก่อตั้งอาณาจักรนี้สำเร็จหลายประการ ซึ่งปัจจัยที่เอื้อต่อการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย มีดังนี้

 

 1.  การเสื่อมอำนาจของอาณาจักรขอม อาณาจักรขอมเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ    พุทธศตวรรษที่ 16 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง มีเมืองนครธม (พระนครหลวง) เป็นเมืองหลวงซึ่งตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน และแผ่อิทธิพลเข้ามายังบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมทั้งบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างด้วย  ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ. ศ. 1724 – 1761) อาณาจักรขอมเจริญรุ่งเรืองมาก หลังจากนั้นพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาอ่อนแอ ไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้ อาณาจักรขอมจึงเสื่อมอำนาจลงเรื่อย ๆ จึงเปิดโอกาสให้ชนชาติอื่นที่อาศัยในบริเวณนั้นตั้งตัวเป็นอิสระ อย่างเช่น ชนชาติไทยได้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นมา

 

 2.  ความสามารถของผู้นำชาวไทย   ในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 18  ขอมที่มีศูนย์กลางการปกครอง อยู่ที่สุโขทัย เมืองของคนไทยที่อยู่ภายใต้การปกครองของขอมนั้น ได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย เมืองบางยาง เมืองราด ซึ่งเมืองทั้งสามนี้ได้รวมตัวกันอย่างมั่นคงและมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่แน่นแฟ้น เมื่อขอมเสื่อมอำนาจจึงร่วมมือกันขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพงออกจากสุโขทัยได้สำเร็จต่อจากนั้นสุโขทัยจึงได้เป็นอาณาจักรของคนไทยนับตั้งแต่นั้นมา

 

 3. นิสัยรักความเป็นอิสรเสรีของไทย   คนไทยมีลักษณะประจำชาติอย่างหนึ่งก็คือ รักความเป็นอิสรเสรี  ไม่ชอบอยู่ภายใต้อำนาจและไม่ชอบการถูกกดขี่บังคับของผู้ใด   ดังนั้น เมื่อพ่อขุนบางกลางหาว และพ่อขุนผาเมือง  มีนโยบายที่จะขับไล่พวกขอมและปลดปล่อยกรุงสุโขทัยให้เป็นอิสระ จึงได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากคนไทยทั้งมวลอย่างพร้อมเพรียง
 4.  สภาพทำเลที่ตั้ง เนื่องจากกรุงสุโขทัยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม สามารถติดต่อกับเมืองอื่น ๆได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ  เมื่อมองในด้านทางยุทธศาสตร์จึงไม่ต้องหวั่นเกรงกับการถูกปิดล้อมและการส่งกำลังทหารเข้าป้องกันข้าศึก ในด้านทางเศรษฐกิจก็เป็นชุมชนทางการค้าและการเพาะปลูกที่สามารถเลี้ยงตนเองได้ ซึ่งการจะพัฒนาบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองนั้น ย่อมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ง่าย 
 

3) พระมหากษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรสุโขทัย

          จากศิลาจารึกหลักที่ 45 ซึ่งจารึกในปี พ.ศ. 1935 ได้กล่าวถึงพระนามของกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงที่ครองกรุงสุโขทัย    ซึ่งคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์มีมติว่า   กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงที่ทรงปกครองอาณาจักรสุโขทัยนั้น  มีทั้งสิ้น 9 พระองค์ ดังนี้  
ลำดับที่ พระนาม ปีที่ขึ้นครองราชย์ ปีที่สิ้นสุดรัชสมัย

1

 

2

3

 

 

4

 

5

 6   7

 8

 

 

9

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์

 

พ่อขุนบานเมือง

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชพญาเลอไท

พญางั่วนำถุม

พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)  พระมหาธรรมราชาที่   

 

พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสยลือไท)

พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล)

พ.ศ. 1792

 

ไม่ปรากฏ

พ.ศ. 1822

 

 พ.ศ. 1841

 

ไม่ปรากฏ

 

 

พ.ศ.1890  

 

ระหว่าง พ.ศ. 1911 – 1916

พ.ศ. 1943

 

 

พ.ศ. 1962

ไม่ปรากฏ

 

พ.ศ. 1822

พ.ศ. 1841

ไม่ปรากฏ

พ.ศ. 1890

 

ระหว่าง

พ.ศ. 1911 – 1916

พ.ศ. 1942   

พ.ศ. 1962

 

 

 

พ.ศ. 1981

 
   

2.   พัฒนาการด้านการเมืองการปกครองสมัยสุโขทัย

 

 1) ลักษณะการเมืองการปกครองของอาณาจักรสุโขทัย

         อาณาจักรสุโขทัยมีลักษณะการเมืองการปกครอง 2 รูปแบบ คือ

 

          (1)  การปกครองแบบปิตุราชา หรือพ่อปกครองลูก

 
         ระยะแรกของการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้นจำนวนประชากรมีไม่มากนัก โดยเฉพาะสามรัชกาลแรกแห่งสุโขทัยตอนต้น ที่มีคำนำหน้าพระนามว่า พ่อขุน ได้ใช้รูปแบบการปกครองที่ยึดหลักความสัมพันธ์ของครอบครัว พระมหากษัตริย์ทรงวางพระองค์เป็นเสมือนพ่อของประชาชนที่มีความใกล้ชิดกับราษฎร มีหน้าที่ดูแลสมาชิกในครอบครัวหรือลูกให้ได้รับความสุข คอยดูแลแก้ไขปัญหา สั่งสอนอบรมให้เป็นคนดี ยามใดที่ราษฎรเดือดร้อนสามารถสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าประตูวังเพื่อร้องทุกข์ได้ พระมหากษัตริย์สามรัชกาลแรกที่ใช้การปกครองแบบปิตุราชา ได้แก่ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์  พ่อขุนบานเมือง และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

 

 

                   ภาพที่ 4 กษัตริย์ครองแคว้นสุโขทัย    
               ที่มา: http://www.lks.ac.th/kukiat/student/Different/4%20kon/rungrod.html
  (2)  การปกครองแบบธรรมราชาธรรมราชา หมายถึง พระราชาผู้ปฏิบัติธรรม หรือ กษัตริย์ผู้มีธรรม การปกครองในลักษณะนี้  ใช้ในสมัยกรุงสุโขทัยตอนปลาย   ตั้งแต่สิ้นรัชสมัย   พ่อขุนรามคำแหงมหาราช จนถึงสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 4 (พ.ศ. 1841 – 1981) ภายหลังจาก      พ่อขุนรามคำแหงมหาราชสวรรคตแล้ว สุโขทัยได้เผชิญกับความเสื่อมถอยหลายด้านทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ การทหาร หัวเมืองต่าง ๆ ที่เคยอยู่ใต้พระราชอำนาจต่างตั้งตนเป็นใหญ่     พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ทรงเห็นว่าในขณะนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอลง และไม่เป็นที่นับถือศรัทธาของประชาชนเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นจึงทรงนำวิธีการปกครองที่ยึดคติเทวราชแบบเขมรที่ผสมกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาใช้ เช่น ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร เป็นต้น โดยจะเปลี่ยนคำนำหน้าพระนามจาก  พ่อ มาเป็น พระ ซึ่งสังเกตได้จากคำนำหน้าพระนามว่า พระมหาธรรมราชา ของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อมาจนสิ้นสุดสมัยสุโขทัย
        2) อาณาเขตการปกครอง 
         เมื่อแรกเริ่มก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้น  มีอาณาเขตไม่กว้างขวางมากนักครอบคลุมเพียงเมืองศรีสัชนาลัยและหัวเมืองขึ้นต่าง ๆ ตามริมฝั่งแม่น้ำน่าน ปิง และยม เท่านั้น โดยอาณาเขตสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีดังนี้
                   ทิศเหนือ      มีขอบเขตถึงเมืองศรีสัชนาลัย เมืองทุ่งยั้ง
                   ทิศตะวันออก มีขอบเขตถึงเมืองสองแคว เมืองสระหลวง
                   ทิศตะวันตก   มีขอบเขตถึงเมืองตาก
                   ทิศใต้          มีขอบเขตถึงเมืองนครชุม เมืองพระบาง
      จนกระทั่งในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ถือได้ว่าเป็นยุคทองของอาณาจักรสุโขทัย เพราะมีความเจริญรุ่งเรืองกว่าในรัชกาลใดๆ ในราชวงศ์พระร่วง อาณาเขตขยายไปอย่างกว้างขวาง    ดังนี้

 

 

          3) แบบแผนการปกครอง

 

 การแบ่งเขตการปกครองสมัยสุโขทัยนั้นอาจถือกำหนดจากคัมภีร์ราชศาสตร์ของพราหมณ์ เป็นหลัก คือมีราชธานีตั้งอยู่กลาง และมีเมืองลูกหลวงล้อมทั้งสี่ทิศ   เท่าที่มีหลักฐานอยู่พอสรุปได้ว่า ได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น เมืองหลวง, เมืองลูกหลวง, เมืองพระยามหานคร, เมืองประเทศราชหรือเมืองขึ้น วิธีแบ่งเขตการปกครองแบบนี้ได้ใช้มาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งแบ่งได้ดังนี้
 

1.  เมืองหลวง หรือเมืองราชธานี  

เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ มีพระราชวังและวัดจำนวนมาก ตั้งอยู่ในและนอกกำแพงเมือง ราชธานีเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศาสนา วัฒนธรรม ศิลปะและขนบประเพณี  โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกครองเอง

 

  2.   เมืองลูกหลวง หรือเมืองหน้าด่าน  

คือ   เมืองที่ตั้งอยู่รอบราชธานีทั้ง4 ทิศ  ห่างจาก  เมืองหลวงมีระยะทางเดินเท้าประมาณ 2 วัน   ได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย เมืองสองแคว เมืองสระหลวง และเมืองชากังราว เมืองลูกหลวงเป็นเมืองที่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ให้เป็นผู้ปกครอง

 

          3.   เมืองพระยามหานคร  

         คือ เมืองที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงและเมืองหน้าด่านออกไป     เจ้าเมืองอาจเป็นเชื้อสายของเจ้าเมืองเดิม หรืออาจได้รับการแต่งตั้งจากราชธานี และมีอำนาจในการปกครองตัวเอง แต่ต้องขึ้นตรงต่อราชธานี เช่น นครสวรรค์ เชียงทอง บางพาน

 

4.  เมืองประเทศราช หรือเมืองขึ้น

 เป็นเมืองที่มิได้รวมเข้ากับอาณาจักรสุโขทัย แต่ยอมอ่อนน้อมต่อราชธานีเพื่อความปลอดภัยของตนเอง เมืองเหล่านี้อาจอยู่ติดกับเมืองชายแดนของอาณาจักรสุโขทัย เช่น เมืองหลวงพระบาง เมาะตะมะ เป็นต้น

                                  
                                                            

                                          

         
                              ภาพที่ 5 กระดิ่งร้องทุกข์

    ที่มา: เล่าเรื่องเมืองสุโขทัย.  หน้า 151.

 

 

 

3.   การสูญเสียอำนาจของอาณาจักรสุโขทัย

 

                หลังสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช อาณาจักรสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจและสูญเสียอำนาจโดยการผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาอันเนื่องมาจากสาเหตุ ดังนี้

 

 1.  ขาดผู้นำที่เข้มแข็ง หลังสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  พระมหากษัตริย์ที่ครองกรุงสุโขทัย ต่อมาเกือบทุกพระองค์ไม่มีความเข้มแข็งทางด้านการปกครอง ทำให้บ้านเมืองอ่อนแออย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศราชและหัวเมืองต่างๆ ตั้งตนเป็นอิสระ
 2.   สุโขทัยมีการปกครองแบบกระจายอำนาจที่หละหลวม   พระมหากษัตริย์ทรงให้อำนาจ กับเจ้าเมืองต่าง ๆ ในการบริหารปกครองบ้านเมือง ควบคุมกำลังคนภายในเมืองของตนอย่างเต็มที่  เป็นเหตุให้หัวเมืองเหล่านั้นแยกตนเป็นอิสระได้โดยง่าย
 
3.  สุโขทัยมีข้อเสียเปรียบทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากสภาพทำเลที่ตั้งที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ที่อยู่ห่างไกลจากทะเลจึงไม่มีเมืองท่าเป็นของตนเอง ต้องอาศัยเมืองท่าจากเมืองเมาะตะมะของมอญจึงจะสามารถออกสู่ทะเลเพื่อไปค้าขายกับต่างชาติได้
 4.  อาณาจักรอยุธยาตั้งตนเป็นอิสระ     มีกำลังเข้มแข็งได้ยกทัพมาตีสุโขทัยจนได้อาณาจักรสุโขทัย

เป็นประเทศราช และต่อมาอาณาจักรสุโขทัยก็ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาในปี พ.ศ. 1981

 

 

 

 

เศรษฐกิจสมัยสุโขทัย 
 
          จากการที่อาณาจักรสุโขทัยมีที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน ทำให้มีเส้นทางการคมนาคมติดต่อกับดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ออกสู่ทะเลและจากการขยายตัวออกไปทางตะวันออกและตะวันตก ทำให้อาณาจักรสุโขทัยสามารถติดต่อกับดินแดนภายนอกได้เป็นอย่างดี ประกอบกับสุโขทัยมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก เช่น แร่เหล็ก แร่สังกะสี ปัจจัยดังกล่าวนี้เองทำให้อาณาจักรสุโขทัยมีพัฒนาการด้านเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว 

1.   ปัจจัยที่เอื้อต่อลักษณะเศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทัย มีดังนี้

 

1)   การใช้ระบบชลประทานช่วย

 

            พื้นที่ของอาณาจักรสุโขทัยส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ถึงแม้ว่าการที่สุโขทัยมีลำน้ำขนาดใหญ่ไหลผ่านถึง 3 สาย คือ ลำน้ำปิง ผ่านเมืองตากและชากังราว (กำแพงเพชร) ลำน้ำยม ผ่านสุโขทัยและศรีสัชนาลัย  ลำน้ำน่านผ่านทุ่งยั้ง (อุตรดิตถ์) สองแคว และสระหลวง ( พิจิตร) ซึ่งลำน้ำทั้งสามสายนี้มีสภาพน้ำน้อยในหน้าแล้งและในฤดูน้ำหลากน้ำก็ไหลท่วมทั้ง 2 ฟากฝั่งทำให้ไม่เหมาะแก่การทำนา พื้นที่ที่เหมาะจะทำการเกษตรมีแห่งเดียวคือ พื้นที่ที่ครอบคลุมบริเวณเมืองสองแคว(พิษณุโลก) โดยอาณาจักรสุโขทัยก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ด้วยการจัดระบบชลประทานเข้าช่วย โดยให้มีการสร้างทำนบกักเก็บน้ำหรือสรีดภงส์และตระพังรอบๆบริเวณกรุงสุโขทัย หัวเมืองสำคัญ และแหล่งเพาะปลูกสำคัญของอาณาจักรซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาสภาพพื้นดินไม่สมบูรณ์และการขาดแคลนน้ำไปได้พอสมควร

 

2)   ที่ตั้งของสุโขทัย

 จากการที่สุโขทัยมีที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน ทำให้ลำน้ำทั้งสาม ไหลผ่านออกไปสู่ทะเลที่อ่าวไทยได้  นอกจากนี้ยังเป็นจุดเชื่อมหัวเมืองทางตอนเหนือกับตอนใต้ได้สะดวก    ษฐกิจสมัยค์ก็ทรงตัดสินความให้ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางการค้าทั้งทางบก และทางน้ำได้เป็นอย่างดี
 

3)   นโยบายของผู้ปกครองอาณาจักรสุโขทัย

               นโยบายสร้างสัมพันธภาพกับแว่นแคว้นต่าง ๆ ของพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย ย่อมมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้า เช่น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เสริมสร้างสัมพันธภาพกับอาณาจักรนครศรีธรรมราช พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้พระราชธิดาของพระองค์ได้อภิเษกกับมะกะโท ผู้นำชาวมอญแห่งเมืองหงสาวดี ย่อมช่วยทำให้การค้าขายของสุโขทัยกับภูมิภาคทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีนเป็นไปด้วยความราบรื่น นอกจากนี้การยกเว้นการจัดเก็บภาษีสินค้าผ่านด่านที่เรียกว่า จังกอบ หรือ จกอบ ก็มีส่วนช่วยทำให้การค้าของอาณาจักรสุโขทัยขยายตัวด้วย



2.   ลักษณะทางเศรษฐกิจ อาณาจักรสุโขทัยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจอยู่ที่การเกษตรเป็นหลัก โดยมีการค้าและการทำเครื่องสังคโลกเป็นส่วนประกอบสำคัญ  จากหลักฐานต่าง ๆ เท่าที่ได้ค้นพบและศึกษาค้นคว้ากันมา เศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทัยน่าจะมีเพียงแค่พอกินพอใช้ในอาณาจักรเท่านั้น    มิได้มีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มากเท่ากับอาณาจักรอยุธยาทั้งนี้เพราะสภาพภูมิศาสตร์และทำเลที่ตั้งของอาณาจักรสุโขทัยไม่เอื้อต่อการเพาะปลูกและการเป็นศูนย์การค้ามากเท่ากับอาณาจักรอยุธยาซึ่งมีอาณาบริเวณอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  สภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่อุดมสมบูรณ์มากนี้เป็นสาเหตุประการหนึ่ง ที่ทำให้อาณาจักรสุโขทัยไม่สามารถมีอำนาจทางการเมืองอยู่ได้เป็นเวลานาน จากการที่ประชาชนชาวสุโขทัยมีพื้นฐานอาชีพเกษตรกรรมทำให้สรุปลักษณะอาชีพที่

สำคัญในสมัยสุโขทัย ได้ดังนี้

 

 

 1)    เกษตรกรรม
           การเกษตรกรรมของอาณาจักรสุโขทัย    มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบที่ใช้ในการเพาะปลูก แบ่งอย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบเชิงเขาบริเวณที่ราบลุ่มที่สำคัญ คือ ที่ราบลุ่มแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน  ซึ่งมีอาณาบริเวณตั้งแต่อุตรดิตถ์ ศรีสัชนาลัย สุโขทัย เรื่อยลงมาจนถึงนครสวรรค์ พื้นที่แถบนี้มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่และเนื่องจากลำน้ำยมและลำน้ำน่านมีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลบ่ามาจากภูเขาทางภาคเหนือ ทำให้การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างไม่ทัน ยังผลให้มีน้ำท่วมที่ราบลุ่มแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ซึ่งบริเวณดังกล่าวควรจะทำการเพาะปลูกได้ดีนี้กลับได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร และทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงเมืองกำแพงเพชร  เป็นพื้นที่ดอนดินไม่ใคร่อุดมสมบูรณ์   จึงทำให้การเพาะปลูกไม่ได้ผลดีนัก จากสภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้การเกษตรในอาณาจักรสุโขทัยต้องใช้ระบบชลประทานเข้ามาช่วยด้วยจุดประสงค์ 2 ประการ คือ  เพื่อควบคุมน้ำที่ไหลบ่ามาจากบริเวณภูเขาและน้ำที่ล้นมาตามลำน้ำต่าง ๆ ให้ไหลไปตามแนวทางควบคุมบังคับที่ทำไว้ หรือมิฉะนั้นก็เพื่อเก็บกักน้ำไว้ภายในหุบเขาแล้วขุดคลองระบายน้ำเข้าไปในพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูก เขื่อนเก็บกักน้ำที่สร้างขึ้น เพื่อประโยชน์ทางชลประทานในสมัยสุโขทัยคือเขื่อนสรีดภงส์หรือทำนบพระร่วงเป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่สร้างอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองสุโขทัย
 

นอกจากทำนบเก็บกักน้ำแล้วยังมีการสร้างเหมืองฝาย และขุดคูคลองส่งน้ำเป็นแนวยาวตั้งแต่ศรีสัชนาลัยผ่านสุโขทัยออกไปถึงกำแพงเพชร ด้วยระบบชลประทานดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผืนดินโดยรอบเมืองสุโขทัย พื้นที่ระหว่าง ศรีสัชนาลัย สุโขทัย และกำแพงเพชร  เป็นผืนดินอันกว้างใหญ่ที่ใช้ทำการเพาะปลูกได้ 

 

พืชสำคัญที่ปลูกกันมากในอาณาจักรสุโขทัยจนกลายเป็นพืชหลัก  คือ ข้าว รองลงมาได้แก่ มะม่วง มะพร้าว มะขาม ขนุน หมาก พลู พืชไร่และไม้ผลอื่น ๆ  ผลผลิตที่ได้มีปริมาณเพียงแค่การบริโภคภายในอาณาจักรเท่านั้น และคงจะไม่อุดมสมบูรณ์ถึงขั้นที่จะเลี้ยงประชากรจำนวนมาก ๆ ได้ ทางรัฐได้สนับสนุนให้ประชาชนทำการเพาะปลูกด้วยการยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้หักร้างถางพงทำการเกษตรในผืนดินต่าง ๆ และที่ดินนั้นยังเป็นมรดกตกทอดมาถึงลูกหลานได้อีกด้วย ดังปรากฏในความตอนหนึ่งของศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า สร้างป่าหมาก ป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้..........ใครสร้างได้ไว้แก่มัน,  ไพร่ฟ้าหน้าใส ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ล้มตายหายหว่า เหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมันช้างขอ   ลูกเมียเยียข้าวไพร่ฟ้าข้าไทป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น

 

การที่ต้องลงทุนจัดระบบชลประทานเพื่อการเพาะปลูกทำให้ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรของอาณาจักรสุโขทัยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่จะสามารถกักเก็บไว้ได้นานเพียงไหนและความสามารถในการบำรุงรักษาระบบชลประทาน  ผลผลิตทางการเกษตรจึงไม่ใช่ผลผลิตที่คงที่ บางครั้งสุโขทัยต้องสั่งสินค้าเข้าจากดินแดนทางใต้แถบลพบุรีขึ้นไปเลี้ยงประชากรในอาณาจักร  ด้วยเหตุนี้อาณาจักรสุโขทัยจึงไม่มีฐานพลังทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งพอที่จะตั้งตัวเป็นอาณาจักรใหญ่และมีอำนาจอยู่เป็นเวลานานได้

 การเกษตรกรรมในสมัยสุโขทัยมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ ซึ่งไม่เอื้ออำนวย ให้ทำการเกษตรกรรมขนาดใหญ่ได้   แต่มีผลผลิตพอที่จะเลี้ยงตนเองได้เท่านั้น ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงพยายามปรับปรุงการเกษตรกรรมให้เจริญขึ้น ซึ่งเป็นผลให้อาณาจักรสุโขทัยสมัยนั้นอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข  
 

จุดอ่อนทางเศรษฐกิจของสุโขทัย

 

 

      ขาดแรงงานฝีมือ ปีใดฝนแล้งจะกระทบผลผลิตด้านการเกษตร  ขาดพื้นที่ปลูกข้าวที่เหมาะสม และขาดอิสระในการค้ากับต่างประเทศ และพื้นที่ไม่ติดทะเลเป็นความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ  ทำให้สุโขทัยอ่อนแอทางการเมืองด้วย ถูกอยุธยาโจมตีติดต่อกัน หลายครั้งในที่สุดก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาและท้ายที่สุดถูกรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาซึ่งอยู่ในสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) 
  
      เขื่อนสรีดภงส์

 

 

                                            

 

              ภาพที่ 1 เขื่อนสรีดภงส์หรือทำนบพระร่วง เป็นภูมิปัญญาของชาวสุโขทัยที่ดัดแปลงภูมิประเทศสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ
           
 

         ในปัจจุบันได้มีการศึกษาหลักฐานประเภทศิลาจารึกกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น จากข้อมูลที่พบทำให้ทราบว่า ในอาณาจักรสุโขทัยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  พื้นที่ที่เป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญได้แก่  บริเวณที่ราบลุ่มอันกว้างใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย ชากังราว สองแคว นครชุม ตาก พื้นที่บริเวณที่อยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และแม่น้ำปิง ซึ่งแม้ลักษณะของพื้นดินจะมีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่ทว่าก็มีข้อเสียคือพื้นที่มีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบสลับกับที่ดอนและมีเทือกเขาเตี้ย ๆ กระจายอยู่ตามเขตที่ราบ เมื่อถึงหน้าฝนก็จะเกิดน้ำท่วมแผ่เป็นบริเวณกว้าง และกระแสน้ำจากหุบเขาที่อยู่ล้อมรอบ ก็จะไหลบ่าลงมาอย่างรุนแรง แต่เมื่อถึงหน้าแล้ง น้ำก็แห้งขอด ดังนั้นพื้นที่ทำการเพาะปลูกได้จริง ๆ จึงมีอยู่อย่างจำกัด

 

      อย่างไรก็ตาม ในสมัยสุโขทัยก็ได้มีการส่งเสริมการชลประทานเพื่อช่วยในการเพาะปลูก และการอุปโภคบริโภค โดยการสร้างรางคันดินชักน้ำจากบริเวณที่สูงด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ของตัวเมืองสุโขทัย ให้ไหลลงมาตามร่องน้ำที่ขุดไว้ 
 
 2)  หัตถกรรม
      งานหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงอย่างมากของอาณาจักรสุโขทัย คือ การผลิตเครื่องสังคโลก   เป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสุโขทัย โดยได้รับอิทธิพลรูปแบบการผลิตมาจากจีน แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่เมืองสุโขทัย และศรีสัชนาลัย โดยมีการค้นพบเตาทุเรียงขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเตาสำหรับทำการเผาเครื่องสังคโลกมากมายที่สองเมืองนี้
 

 

        

 

                           ภาพที่ 2 เตาทุเรียงเป็นเตาที่ใช้เผาเครื่องสังคโลก

ที่มา :  http://www.geocities.com/TheTropics/Reef/5830/sukthai/sk_main_sis2.htm

 

 

 

              โดยในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น เครื่องสังคโลกของสุโขทัยได้รับอิทธิพลในด้านรูปแบบจากจีนเป็นอย่างมาก จากหลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าในสมัยสุโขทัย ประชาชนมีอาชีพทำเครื่องถ้วยชามสังคโลกเป็นจำนวนมากเพราะได้พบเตาเผาที่เรียกว่า เตาทุเรียงมากมายกว่า 200 เตาในเมืองศรีสัชนาลัย และที่สุโขทัย  สิ่งที่ผลิตออกมานั้น   นอกจากจะเป็นเครื่องถ้วยชามรูปแบบต่าง  ๆ แล้วยังมีเครื่องประดับอาคารและตุ๊กตาแบบต่าง ๆ ด้วย โดยได้พบเครื่องถ้วยชามที่ผลิตขึ้นจากแหล่งดังกล่าวทั่วไปในหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังขุดพบเศษถ้วยชามที่แตกชำรุดพร้อมทั้งวัสดุในการใช้ทำถ้วยชามที่มีเนื้อละเอียด  นอกจากนั้นยังขุดพบเครื่องสังคโลกในแถบชวาและฟิลิปปินส์ซึ่งมีลักษณะแบบเดียวกับของสุโขทัย และเมื่อปีพ.ศ. 2517 ยังได้พบซากเรือสำเภาที่บรรทุกเครื่องสังคโลกจมอยู่แถบเกาะสาก จังหวัดชลบุรี หลักฐานทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจว่าคงมีการนำเครื่องถ้วยชามนี้ส่งไปยังต่างประเทศ                                                                                                                                                                                                                                       

         ภาพที่ 3 ถ้วยชามสังคโลกเป็นภูมิปัญญาที่สามารถนำวัตถุดิบที่หาง่ายในท้องถิ่น
มาสร้างเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมของอาณาจักรสุโขทัย

       

      ที่มา: http://www.thaisecondhand.com/_board/cl/data/CL5050524.html

 

  

และสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจทางการค้าของอาณาจักรสุโขทัยเจริญก้าวหน้า คือ   ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  สุโขทัยได้หัวเมืองมอญมาเป็นเมืองขึ้น เส้นทางออกสู่ทะเลด้านหัวเมืองมอญ เป็นเส้นทางที่มีระยะสั้นและสะดวกกว่าทางอ่าวไทยมาก จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทางสุโขทัยจะขนสินค้าจากสุโขทัยไปยังเมืองเมาะตะมะเพื่อส่งลงเรือไปขายยังต่างประเทศ สินค้าออกที่สำคัญในสมัยสุโขทัยคือ   เครื่องสังคโลก  หนังสัตว์ งาช้าง ไม้หอม ส่วนสินค้าเข้าได้แก่ ผ้าไหม ผ้าแพร อาวุธ เครื่องเหล็ก และเครื่องถ้วยชามมาจากจีนเมืองนครชุมไปจนถึงสุโขทัยนบเก็บน้ำ

 
3)  การค้าขาย 
         การค้าขายในสมัยสุโขทัยได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์โดยพระองค์ให้ทำการค้า โดยไม่มีการเก็บภาษี ให้มีการทำการค้าได้อย่างเสรีให้กับราษฎรทุกคนที่ทำการค้า โดยไม่มีการจำกัดชนิดสินค้า ทำให้มีการค้าขายมากขึ้น ดังปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า ส่วนพ่อค้าที่มาจากต่างเมืองไม่ใช่ไพร่ในลู่ทางนั้นก็สามารถซื้อขายสินค้าจากชาวบ้านได้สะดวก ทำให้มีสินค้าจากต่างชาติเข้ามาใช้ในเมืองสุโขทัยด้วย
        ดังนั้นราษฎรที่เป็นพ่อค้าต่างถิ่นจึงพาเข้ามาทำการค้าขายจนทำให้เมืองสุโขทัยเป็นแหล่งค้าขายที่สำคัญ โดยเส้นทางการค้าทางบกคือถนนพระร่วง จากเมืองกำแพงเพชร เมืองสุโขทัยไปถึงเมืองศรีสัชนาลัย และมีเส้นทางติดต่อออกไปถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำน่าน สำหรับเมืองต่าง ๆ ที่ติดต่อกันและอยู่ใกล้เคียงกันนั้นมีถนนติดต่อถึงเมืองเชียงแสน เมืองเชียงใหม่ เมืองหลวงพระบาง เมืองเมาะตะมะ ส่วนเส้นทางน้ำนั้น อาณาจักรของเมืองสุโขทัยนั้นมีลำน้ำสายต่าง ๆ เช่น แม่น้ำปิง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และแม่น้ำป่าสัก ได้ใช้เป็นเส้นทางเดินของเรือสินค้าจากเมืองที่อยู่ทางตอนบน โดยล่องมารวมกันที่ปากน้ำโพ เมืองนครสวรรค์ และล่องผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาไปตามเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ทางตอนล่าง ส่วนสินค้าที่ส่งออกไปยังดินแดนของเมืองอื่น ๆ เช่น แหลมมลายู หมู่เกาะอินโดนีเซีย หมู่เกาะฟิลิปปินส์ และเกาะญี่ปุ่นนั้น สำรวจพบว่าจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาหรือปากอ่าวไทยนั้นมีเส้นทางเดินเรือ 3 เส้นทาง ได้แก่

* เส้นทางที่ 1 จากบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาไปตามชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทยไปทางเมืองตราด ต่อไปยังเมืองเขมร ไปยังจีน ญี่ปุ่นได้

* เส้นทางที่ 2 จากปากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านเมืองสัตหีบไปยังเมืองนครศรีธรรมราช โดยเลาะชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยผ่านเมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองปัตตานี ลงไปยังคาบสมุทรมลายู

* เส้นทางที่ 3 จากปากแม่น้ำเจ้าพระยาไปทางฝั่งทะเลตะวันตกของอ่าวไทย ผ่านเมืองประจวบคีรีขันธ์ เมืองชุมพร แล้วไปทับกับเส้นทางที่ 2 ไปเมืองนครศรีธรรมราช ตามลำดับ ไปอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ได้

ดังนั้นเมืองสุโขทัยจึงสามารถติดต่อค้าขายและรับส่งสินค้ากับเมืองต่าง ๆ ทั้งเมืองที่อยู่ตอนบนและเมืองที่อยู่ทางตอนล่าง โดยอาศัยแม่น้ำต่าง ๆ และสร้างถนนติดต่อถึงกัน

 

              ภาพที่ 4 ถนนพระร่วง จากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยไปศรีสัชนาลั

 

ที่มา:  สุโขทัยรุ่งอรุณแห่งความสุข. หน้า 102.

 

 

3.   ระบบเงินตรา

 

        เนื่องจากในสมัยสุโขทัยมีการติดต่อค้าขายทั้งภายในและภายนอกประเทศ จึงต้องมีระบบเงินตราขึ้นมาใช้เพื่อความสะดวกคล่องตัว โดยในสมัยสุโขทัยมีการการผลิต เงินพดด้วง ซึ่งทำด้วยโลหะผสม เริ่มใช้ในสมัยใดยังไม่ปรากฏชัดเจน จนกระทั่งในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเงินหนักหนึ่งบาทขึ้นใช้เป็นมาตรฐาน   ส่วนพ่อค้าและราษฎรก็สามารถผลิตเงินพดด้วงขึ้นใช้เองได้ โดยมีรูปร่าง เนื้อโลหะที่มีความแตกต่างกันไป แต่ต้องให้ได้มาตรฐานเหมือนที่ราชการผลิต ซึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการค้าขายในสมัยสุโขทัยกับต่างประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองมาก

 
                                                                                                           
 
             ภาพที่ 5 เงินตราในระบบเศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทัย

 ที่มา: http://bb-libya.blogspot.com/

 

 
  

เงินตราสมัยสุโขทัย

 

ในสมัยสุโขทัยมีการใช้เงินพดด้วงที่ทำด้วยโลหะผสม มีขนาดน้ำหนัก 4 บาท 1 บาท และประทับตราของแผ่นดินคือ ตราช้าง ตราราชสีห์ และตราราชวัตร

 

ในจดหมายเหตุจีนกล่าวว่า ขุนนางและราษฎร ที่มีเงินจะใช้จ่ายแต่ลำพังไม่ได้ ต้องเอาเงินส่งไปเมืองหลวงให้เจ้าพนักงานหล่อเป็นเม็ด เอาตราเหล็กตีอักษรอยู่ข้างบน แล้วจึงใช้จ่าย ได้เงินร้อยตำลึง ต้องเสียภาษีให้หลวงหกสลึง การทำเงินตรา มีกฎหมายในสมัยสุโขทัยลงโทษว่าถ้าใครทำเงินตราปลอม ถ้าจับได้ครั้งแรกจะต้องถูกตัดนิ้วมือขวา    ถ้าถูกจับครั้งที่สองต้องถูกตัดนิ้วมือซ้ายถ้าถูกจับได้อีกครั้งที่สามจะถูกลงโทษประหารชีวิต

 

ส่วนมาตราเงินในสมัยสุโขทัยนั้น น่าจะใช้ 1 ชั่งเป็น 40 ตำลึง , 1 ตำลึง เป็น 4 บาท , 1 บาท เป็น 4 สลึง และ 1 สลึงเป็น 1 เฟื้อง ส่วนหน่วยย่อยลงไปนั้นเป็นเบี้ย ในจารึกกล่าวถึงการใช้เบี้ย (เดิมใช้เบี้ยจากแม่น้ำโขง ต่อมาเป็นหอยจากทะเล) ซึ่งเป็นของหายาก

 

 สำหรับเบี้ยนั้นเป็นหอยทะเลที่หายากในหมู่เกาะมัลดีฟ เป็นหอยทะเลกาบเดี่ยวเรียกว่า COWRIE SHELL มีลักษณะตัวเล็ก สีเหลืองนวล ส่วนปากอยู่ด้านล่างเป็นช่องยาวตลอดตัวหอย ขอบปากมีร่องขวางเรียงกันตลอดแนว มีขนาดความยาว 1 เซนติเมตร ถึง 3 เซนติเมตร นำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวต่างชาติ และถูกนำมาใช้แทนค่าเงิน โดยมีราคาต่ำสุด 3 หรือ 5 เบี้ย ใช้สำหรับการซื้อขายเล็ก ๆน้อย ๆ
 

สรุปลักษณะเศรษฐกิจสมัยสุโขทัย

 

 

1.   เป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง (Self-sufficiency economy) เป็นส่วนใหญ่

 

       2.  อาชีพหลักคือทำนา อาชีพรอง ทำไร่(รวมข้าวไร่)  ทำสวน  หาปลา  ล่าสัตว์  ค้าขาย ผลิตเครื่องสังคโลก
     3.   การทำนา ที่ดินเป็นของรัฐ ราษฎรเป็นผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งสามารถสืบทอดสิทธิ์ การใช้ประโยชน์ไปยังทายาทได้ มีการสร้างทำนบและคลองชลประทาน (เช่น คลองพระร่วงที่เรียกกันมานานว่าถนนพระร่วง) เชื่อมพื้นที่ทำการเกษตรจากเมืองศรีสัชนาลัย-สุโขทัย-กำแพงเพชร ระยะทางประมาณ 123 กิโลเมตร
   
    4.   อุตสาหกรรมสังคโลก ในสมัยสุโขทัยได้มีการนำช่างจีนมาช่วยพัฒนา ceramic รัฐน่าจะเป็นเจ้าของกิจการ(บางแห่ง) โดยแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดอยู่ที่เกาะน้อย(ศรีสัชนาลัย) ส่วนตลาดสังคโลกมีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จีน ลังกา
     5.  การค้า  มีทั้งในตัวเมือง(ตลาดปสาน) ระหว่างเมือง ระหว่างประเทศ เป็นระบบ การค้าเสรี (Free trade) รัฐไม่เก็บภาษีผ่านด่าน ไม่มีการจำกัดโควต้า  ใช้เงินพดด้วงในลุ่มเจ้าพระยา กับใช้เงินตราอื่น ๆ ในท้องถิ่น เช่น เงินลาด เงินฮ้อย เงินฮาง กับใช้สินค้าแลกกัน ใช้หอยเบี้ยเป็นตัวกลางด้วย ซึ่งตอนปลายสมัยสุโขทัย การค้ามีปัญหาในการส่งออกเพาะถูกกีดกันจากอยุธยา เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง สุโขทัยต้องเลี่ยงไปส่งออกทางตะวันตกผ่านแม่สอด เมาะตะมะแต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องขน ceramic ข้ามเขา
 
       ภาพที่ 6 ตลาดปสานมีไว้สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าในสมัยสุโขทัย
 

ที่มา: http://www.hotsia.com/thailandinfo/sukhotai/index.shtml

 

 

 

 

 

เรื่อง ความสัมพันธ์กับต่างประเทศของไทยสมัยสุโขทัย



                    
 

ในสมัยที่อาณาจักรสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความมั่นคงของอาณาจักรและป้องกันการรุกรานจากภายนอก เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า  เพื่อเผยแพร่และรับการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรม เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีกับรัฐอื่น ๆ และเพื่อขยายอำนาจหรืออาณาเขตให้กว้างขวางออกไป ดินแดนที่อาณาจักรสุโขทัยได้มีการติดต่อสร้างความสัมพันธ์ด้วย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ดินแดนที่อยู่ใกล้เคียงและดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปซึ่งลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้ปกครองในสมัยนั้น

 

 

1.  ความสัมพันธ์กับดินแดนใกล้เคียง
      1)  ความสัมพันธ์กับอาณาจักรล้านนา
         ความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับล้านนาในระยะแรก    มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันทั้งนี้เพราะว่า พญามังรายมหาราชผู้ทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนานั้นทรงเป็นพระสหายสนิทของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อครั้งที่พระองค์จะทรงสร้างราชธานีแห่งใหม่ก็มีพระราชสาส์นไปกราบทูลเชิญพ่อขุนรามคำแหงมหาราชให้เสด็จมาเพื่อทรงเลือกทำเลที่ตั้งราชธานีแห่งใหม่ด้วย และในสมัยพระเจ้ากือนาแห่งล้านนาได้ส่งพระราชสาส์นเพื่อทูลขอพระสุมนเถระ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่เมืองสุโขทัยมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในล้านนา  พร้อมกับคณะทูต  และเครื่องราชบรรณาการมาถวายพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย  ครั้นถึงสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ล้านนาได้ยึดเมืองตากของกรุงสุโขทัย แต่ทางด้านศาสนายังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซึ่งต่อมาภายหลังพระเจ้ากือนาได้มอบเมืองตากกลับคืนมาให้สุโขทัย ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ต่อมาสุโขทัยได้ตกเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีล้านนา สุโขทัยซึ่งเป็นเมืองประเทศราชจำเป็นต้องช่วยกรุงศรีอยุธยารบกับล้านนาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับล้านนาต้องสิ้นสุดลง

 

                   

 

ภาพที่ 1 พญางำเมือง พญามังรายมหาราช พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
สามกษัตริย์ ผู้ทรงสถาปนา นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
เป็นราชธานี แห่งอาณาจักรล้านนา

                ที่มา: http://apinawapuri.site90.com/three_king.htm

 

 
       2)   ความสัมพันธ์กับอาณาจักรอยุธยา
 
      ความสัมพันธ์ที่สุโขทัยมีต่อกรุงศรีอยุธยาได้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ซึ่งตรงกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงยกทัพเข้ามายึดเมืองพิษณุโลก ทำให้สุโขทัยต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายพร้อมกับคณะทูตที่เดินทางมาเจรจาของเมืองพิษณุโลกคืน ซึ่งพระเจ้าอู่ทองก็ได้พระราชทานเมืองพิษณุโลกให้กับสุโขทัย หลังจากนั้นอยุธยาได้ขยายอำนาจเข้าครอบคลุมสุโขทัยมาโดยตลอด จนกระทั่งสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช (พ.ศ. 1952 - 1967) แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับอยุธยาจะเป็นลักษณะที่สุโขทัยให้การยอมรับการควบคุมจากอยุธยาด้วยการยอมให้โอรสของสมเด็จพระนครินทราธิราชคือเจ้ายี่พระยาขึ้นมาครองเมืองสรรค์และเจ้าสามพระยา(ต่อมาคือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2) ครองเมืองชัยนาท
 

    นอกจากนี้สุโขทัยยังสร้างความสัมพันธ์ระบบเครือญาติโดยพระราชธิดาของ พระมหาธรรมราชาที่ 2 ได้ทรงอภิเษกกับเจ้าสามพระยา (พระราชโอรสของสมเด็จพระนครินทราธิราช) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับอยุธยามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จนกระทั่งเมื่อพระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสยลือไท) สวรรคต พระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ 2 คือ พระยาบาลกับพระยารามได้แย่งราชสมบัติกัน     ทำให้สมเด็จพระนครินทราธิราชต้องนำทัพจากกรุงศรีอยุธยามาระงับเหตุจนเหตุการณ์สงบลง พระยาบาลได้ครองเมืองพิษณุโลกต่อมาคือพระมหาธรรมราชาที่ 4 ส่วนพระยารามได้ครองกรุงสุโขทัย ซึ่งในขณะนั้นสุโขทัยก็ยังคงเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา
     จนกระทั่งแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์ได้เสด็จ มาปกครองเมืองพิษณุโลกในฐานะราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับอยุธยาในฐานะเมืองประเทศราชได้สิ้นสุดลง จนกระทั่งในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) แห่งกรุงสุโขทัย สุโขทัยก็ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยานับแต่นั้นมา
                                                      
                                                                                                     

           ภาพที่ 2 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ราชวงศ์อู่ทองผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ี่มา:

http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/ayuthaya3.htm

 
 
 
 
     3)  ความสัมพันธ์กับอาณาจักรนครศรีธรรมราช
     ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับนครศรีธรรมราช  ความสัมพันธ์เป็นไป
ในเรื่องวัฒนธรรมด้านพระพุทธศาสนา ในรัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้ทรงผูกมิตรกับเจ้าศิริธรรมนครแห่งเมืองนครศรีธรรมราช ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองนครศรีธรรมราชมาประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย และยังนิมนต์พระสงฆ์จากลังกามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่กรุงสุโขทัยด้วย ครั้นถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ทรงนิมนต์พระสงฆ์ลังกาจากนครศรีธรรมราชมาเทศนาอบรมสั่งสอนประชาชนทุกวันธรรมสวนะ (วันพระ) โดยทรงสร้างพระแท่นมนังคศิลาบาตรไว้กลางดงตาล เพื่อให้พระสงฆ์เทศนาอบรมธรรมะให้กับประชาชน
                                                                                                          

          ภาพที่ 3 พระพุทธสิหิงค์ที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้อัญเชิญจากเมืองนครศรีธรรมราชมาประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย

ที่มา: http://home.nakhon.net/bunying/boran.htm

 

 

 

      4)  ความสัมพันธ์กับอาณาจักรมอญ
      ความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับมอญ เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติ   ทั้งนี้ เป็นเพราะว่ามะกะโท (พระเจ้าฟ้ารั่ว) ซึ่งสืบเชื้อสายชาวมอญเป็นราชบุตรเขยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และกรุงสุโขทัยได้อาศัยเมืองเมาะตะมะของมอญเป็นเมืองท่าในการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวต่างชาติที่แล่นเรือสำเภาจากอาหรับ อินเดียและลังกา ทำให้การติดต่อค้าขายในสมัยสุโขทัยกับอาณาจักรอื่น ๆ มีความสะดวกสบาย ส่งผลให้การค้าขายในสมัยนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก
 

      นอกจากนี้ทางด้านศาสนา สุโขทัยได้จัดส่งคณะสงฆ์เดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยกับคณะสงฆ์มอญ แล้วนำกลับมาเผยแผ่ให้แก่ชาวสุโขทัยอีกด้วย

 

 

1.  ความสัมพันธ์กับดินแดนที่อยู่ห่างไกลในทวีปเอเชีย
1)   ความสัมพันธ์กับลังกา 
    
     ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับประเทศลังกา    จะเป็นทางด้านพระพุทธศาสนา  โดยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงรับเอาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จากลังกามาปฏิบัติหลังจากที่พระองค์ได้ส่งคณะทูตไปพร้อมกับทูตของเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อขอพระพุทธสิหิงค์จากลังกามาสักการบูชาที่สุโขทัย และในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จำลองรอยพระพุทธบาทจากเขาสุมนกูฏที่ลังกามาประดิษฐานไว้ที่เขาสุมนกูฏ ที่กรุงสุโขทัยซึ่งในปัจจุบันคือเขาพระบาทใหญ่เพื่อนำมาสักการบูชา ต่อมาพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ทูตไปนิมนต์พระสังฆราชจากลังกาเข้ามา และได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงสุโขทัย

                                                                                               

 

        ภาพที่ 4 รอยพระพุทธบาทจากเขาสุมนกูฏที่ประเทศลังกา

                                                                                       

                ที่มา: http://www.danpranipparn.com/web/pratttas/pratta24mini1.html

 

 

 

      2)  ความสัมพันธ์กับประเทศจีน
     ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับประเทศจีน ดำเนินไปในลักษณะการค้าขาย โดยในครั้งนั้นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งกรุงสุโขทัยกับพระเจ้าหงวนสีโจ๊วหรือพระเจ้ากุบไลข่านแห่งจีนได้ส่งราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นพร้อมเครื่องราชบรรณาการมาเจริญสัมพันธไมตรีกับพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพระองค์ก็ทรงมีไมตรีตอบรับโดยการส่งคณะราชทูตพร้อมทั้งส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังพระเจ้าหงวนสีโจ๊ว และนับตั้งแต่นั้นมากรุงสุโขทัยกับประเทศจีนก็มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

           

                                                                                     

 

              ภาพที่ 5 รูปถ้วยชามสังคโลกของอาณาจักรสุโขทัยที่รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน

ที่มา: สุโขทัย รุ่งอรุณแห่งความสุข. หน้า117.

 

 

 

 

 

 

เรื่อง ลักษณะสังคมและศิลปวัฒนธรรมสมัยสุโขทัย

 

 

 

1.   ลักษณะสังคมสมัยสุโขทัย
ลักษณะสังคมในสมัยสุโขทัย ได้แบ่งชนชั้นในสังคมเพื่อกำหนดหน้าที่ และบทบาทสำคัญที่จะต้องกระทำ ดังต่อไปนี้ 
 
    1)  พระมหากษัตริย์

         พระมหากษัตริย์ในสมัยสุโขทัย เป็นผู้ที่มีฐานะสูงสุดในสังคม ทรงเป็นผู้นำของประชาชนในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางการปกครอง ทำสงคราม พิพากษาคดีต่าง ๆ และทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยในสมัยสุโขทัยตอนต้น พระมหากษัตริย์ ทรงมีคำเรียกนำหน้าชื่อว่า พ่อขุน  และหลังจากสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  คำเรียกนำหน้าชื่อได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยใช้คำว่า พญา มาเรียกแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือในสมัยพระราชนัดดาของพระองค์คือ พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) โดยพระมหากษัตริย์สุโขทัยส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วงโดยปฐมกษัตริย์ คือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์

    2)  เจ้านาย  
    เจ้านาย ได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์   ซึ่งเป็นชนชั้นสูง ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองร่วมกับ พระมหากษัตริย์และขุนนาง  โดยพระราชวงศ์ฝ่ายชาย  จะทำหน้าที่ในการบริหารและปกครองบ้านเมือง เช่น เมืองลูกหลวง พระมหากษัตริย์ จะส่งพระราชโอรสหรือพระราชวงศ์ชั้นสูงไปปกครองดูแล  ส่วนพระราชวงศ์ฝ่ายหญิง จะมีหน้าที่สำคัญคือ การแต่งงานเพื่อสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นให้แก่บ้านเมือง เช่นการที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงยกพระราชธิดาให้กับมะกะโท(เจ้าฟ้ารั่ว) เพื่อที่จะอาศัยเมืองท่าของอาณาจักรมอญไปค้าขายต่างดินแดน
 
3)  ขุนนาง
     ขุนนาง ได้แก่ บรรดาข้าราชการ ซึ่งมีหน้าที่คอยช่วยเหลือพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ ในการปกครองบ้านเมือง  และรับผิดชอบในการควบคุมไพร่พล ทั้งในยามปกติและเมื่อเกิดสงคราม
 4)  ไพร่ไพร่    
 ได้แก่  สามัญชน หรือประชาชนทั่วไป     สามัญชนในสมัยสุโขทัยมีหลายกลุ่ม เช่น ไพร่ของพระมหากษัตริย์  ไพร่ของเจ้านาย  หรือ  ไพร่ที่ไม่มีอิสระมีคนคอยบังคับบัญชา  เป็นต้น

 

5)  ข้า

    ข้าเป็นชนชั้นที่ยังไม่สามารถกล่าวชัดลงไปได้ว่ามีสถานภาพเช่นใดแต่ก็ได้มีการสันนิษฐานเอาไว้ว่า ข้า ก็คือทาส ซึ่งข้าในสมัยสุโขทัยมีหลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ ข้าไท คือ ผู้ที่คอยรับใช้ติดตามเจ้านาย  มีอิสระพอสมควร ข้าพระ คือผู้ที่ทำหน้าที่รับใช้ทางพระพุทธศาสนา ข้าเชลย คือ ข้าที่ถูกกวาดต้อนมาจากการทำสงคราม

 

 

ภาพที่ 1 หุ่นขี้ผึ้งทาสสมัยสุโขทัย

 

ที่มา: http:// mblog.manager.co.th/xanax71/th-6845/

  

6)  พระสงฆ์พระสงฆ์ 
    คือ กลุ่มชนชั้นพิเศษไม่ต้องสังกัดมูลนาย  มีหน้าที่อบรมสั่งสอนประชาชนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
 2.   ลักษณะศิลปกรรมในสมัยสุโขทัย

ศิลปกรรมในสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของพระพุทธศาสนา โดยศิลปกรรมในสมัยสุโขทัยที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีดังนี้

 

 

 1)    สถาปัตยกรรม ที่สำคัญ มีดังนี้

       (1.1)  เจดีย์    ในสมัยสุโขทัยเจดีย์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะเป็นยอดแหลม นิยมก่อสร้างด้วยอิฐ หิน หรือศิลาแลง โดยสามารถแบ่งลักษณะของเจดีย์ในสมัยนี้ออกเป็นลักษณะใหญ่ ๆ ได้ 3 แบบ คือ

 

                                 ภาพที่ 2 เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ 

ที่มา: มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย

ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. หน้า 49.

 

 

 

 

   ภาพที่ 3 เจดีย์ทรงกลมแบบลังกาหรือทรงระฆังคว่ำ

 

ที่มา: มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย

ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. หน้า 57.

 

 

 

 

 

                              ภาพที่ 4 เจดีย์แบบศรีวิชัยผสมลังกา
                             ที่มา :  http://www.fabeta.finearts.go.th/node/360

 

1. เจดีย์แบบสุโขทัยแท้  หรือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์  
   
 มีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมตั้งซ้อนกัน 3 ชั้น องค์เจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมย่อมุม ยอดเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เลียนแบบบัวตูม จึงเรียกเจดีย์นี้อีกอย่างหนึ่งว่าเจดีย์ทรงดอกบัวตูม ตัวอย่างเจดีย์แบบนี้ คือ เจดีย์องค์ใหญ่ที่วัดมหาธาตุ  เจดีย์วัดตระพังเงิน เป็นต้น
2.  เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา หรือ ทรงระฆังคว่ำ  
   
มีลักษณะคล้ายรูปโอคว่ำ   โดยได้รับอิทธิพลมาจากลังกาเมื่อครั้งที่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเผยแผ่ยังสุโขทัย ตัวอย่างเจดีย์แบบนี้ คือ เจดีย์วัดช้างล้อม เจดีย์วัดสระศรี เป็นต้น
3.เจดีย์แบบศรีวิชัยและลังกาผสมกัน 
   มีลักษณะฐานของเจดีย์เป็นฐานสูงรูปเหลี่ยม ตอนบนของเจดีย์เป็นรูปทรงแบบโอคว่ำ ตัวอย่างของเจดีย์แบบนี้   คือ เจดีย์วัดพระพายหลวง เจดีย์วัดเจดีย์สูง เป็นต้น      
    (1.2) วิหาร 
   
   เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้แทนองค์พระพุทธเจ้าด้วย  เช่น พระพุทธบาทจำลอง ในสมัยสุโขทัยวิหารมักสร้างใหญ่กว่าโบสถ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้มาประชุมฟังธรรม วิหารสำคัญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เช่น วิหารวัดมหาธาตุ  วิหารวัดศรีสวาย  เป็นต้น

 

 

       

                                              ภาพที่ 5 วิหารวัดศรีสวาย

               

                         ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=iamtanapon&

month=07-2007&date=11&group=14&gblog=21

 

 

 

(1.3) มณฑป     

 มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม มีหลังคาเป็นชั้นแหลมลดหลั่นกันไปจนถึงยอดมณฑปจะมีขนาดเล็กกว่าวิหาร ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเท่านั้น ตัวอย่างมณฑปในสมัยสุโขทัย เช่น มณฑปวัดศรีชุม

 

                                                         

                                ภาพที่ 6 มณฑปวัดศรีชุม

 

               ที่มา: http://board.palungjit.com/f177/มณฑป-เรือนแห่งฐานานุศักดิ์-121661.html

         (1.4)  อุโบสถหรือโบสถ์ 
      
         ไม่นิยมสร้างในสมัยสุโขทัย จึงพบได้น้อย ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมของพระสงฆ์ จึงมีการปักใบสีมาประจำทิศทั้งแปดของอาคารเพื่อกำหนดขอบเขตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น อุโบสถวัดนางพญา ที่อำเภอศรีสัชนาลัย เป็นต้น 
 
 
 
2)  ประติมากรรม    
    งานประติมากรรมส่วนใหญ่ในสมัยสุโขทัยที่ยังคงหลงเหลือในปัจจุบัน มีดังนี้

      

(2.1 พระพุทธรูป ซึ่งพระพุทธรูปส่วนใหญ่สร้างด้วยปูนปั้น มีวงพระพักตร์กลม เช่น พระอัฏฐารส  บนเขาสะพานหิน  พระอัจนะในวิหารวัดศรีชุม พระพุทธรูปปูนปั้นในคูหารอบพระเจดีย์ใหญ่ วัดช้างล้อม เป็นต้น

                                                                               

 

 

                           ภาพที่ 7 พระอัฏฐารส ณ วัดสะพานหิน
                           ที่มา:  http://www.2how.com/board/21344.html

 

 

                                                    

 

                                           ภาพที่ 8 พระอัจนะในวิหารวัดศรีชุม
                                  
                                  ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=81941 
           ส่วนมากในสมัยสุโขทัยนิยมสร้างพระพุทธรูป 4 อิริยาบถ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน และนิยมสร้างพระพุทธบาทตามแบบลังกา ทั้งสร้างด้วยศิลาและสำริดพระพุทธรูปในสมัยสุโขทัยที่มีลักษณะเป็นของตนเองและงดงามที่สุด

คือ พระพุทธรูปสำริดปางลีลา

 

 

                                                                                    

 

 

                          ภาพที่ 9 พระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัยที่มีลักษณะเป็นของตนเอง มีความงดงามที่สุด
                                    
                                    ที่มา: สุโขทัยเมืองพระร่วง. หน้า 71.        
     (2.2)  เทวรูป  ได้มีการหล่อเทวรูปขึ้นหลายองค์ เช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์  เทวรูปเหล่านี้มีพระพักตร์แบบเดียวกับพระพุทธรูปหมวดใหญ่    แต่ต่างกันตรงที่เครื่องแต่งองค์โดยได้รับอิทธิพลมาจากขอม   
 
 
 
3)  จิตรกรรม  
    จิตรกรรมที่เหลืออยู่ในสมัยสุโขทัยจะเป็นภาพลายเส้นและภาพเขียนสี โดยสีที่ใช้ในระยะแรก ถ้าเป็นสีหลักจะใช้สีแดงหรือดินแดง ถ้าเป็นสีพื้นจะใช้สีขาว สีเหลือง ถ้าการตัดเส้นเป็นขอบเขตและรายละเอียดของภาพ จะใช้สีดินแดงหรือสีดำ      ภาพเขียนที่สำคัญ  เช่น ภาพวาดที่ผนังคูหาเจดีย์ประจำทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานวัดเจดีย์เจ็ดแถว ศรีสัชนาลัย   ส่วนภาพลายเส้น ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพม่าสมัยเมืองพุกาม เช่น ภาพลายเส้นเรื่องชาดก ชุด 550 ชาติ จารลงบนแผ่นหินของมณฑปวัดศรีชุม สุโขทัย เป็นต้น

 

 

                                              

 

                       ภาพที่ 10 ภาพจิตรกรรมจำหลักลายเส้นบนหินชนวน เรื่องชาดก ประดับผนังมณฑปวัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย

          ที่มา: มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. หน้า 40.

 

 

 

 

    3.   วัฒนธรรมในสมัยสุโขทัย
       
      1)  ด้านภาษา
      การประดิษฐ์อักษรไทย   ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่ายิ่งใหญ่ที่ตกทอดมาแต่ครั้งสุโขทัย

ที่บ่งบอกถึงความเจริญและความเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่ใครในครั้งนั้นและตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน คือ อักษรไทย

 
    พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้ในปี พ.ศ. 1826 เรียกว่าลายสือไทย  สันนิษฐานว่าคงดัดแปลงมาจากอักษรขอมและมอญ โดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้ คือ การเขียนสระและพยัญชนะอยู่ในบรรทัดเดียวกัน เขียนสระไว้หน้าพยัญชนะ ยกเว้นสระอาไว้ข้างหลัง ตัววรรณยุกต์ใช้เพียง 2 ตัว คือ วรรณยุกต์เอก (  ่ ) และวรรณยุกต์โท (   ้ )ไม่มีไม้หันอากาศใช้จึงต้องเขียนตัวสะกดเป็นสองตัวซ้อนกัน เช่น คำว่า รัก จะเขียน รกก คือ ตัวแรกเป็นตัวสะกด ตัวหลังใช้แทนไม้หันอากาศ เป็นต้น

 

 

 

 

               ภาพที่ 11 อักษรลายสือไทยสันนิษฐานว่าดัดแปลงมาจากอักษรขอมและมอญ
                        ที่มา: http://www.f0nt.com/forum/index.php?topic=13186.30   
       โดยตัวอักษรที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ขึ้นนั้นได้ถูกดัดแปลงเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นตัวอักษรไทยในปัจจุบัน   
 
 
      2)    ด้านวรรณกรรม
            (1)  ศิลาจารึกหลักที่ 1

เมื่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยแล้ว  โปรดเกล้าฯให้จารึกตัวอักษรลงบนหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ในรัชกาลของพระองค์และสังคมสุโขทัยในสมัยนั้น ทำให้ตัวอักษรนั้นไม่สูญหายไปและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยสุโขทัยอย่างยิ่ง

 

                                                                            

                                                   ภาพที่ 12 ศิลาจารึก

ที่มา: มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. หน้า 45.

 

 

 

        (2)  สุภาษิตพระร่วงสุภาษิตพระร่วง
   ถือเป็นวรรณกรรมที่มีค่าอย่างยิ่ง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะอบรมสั่งสอนคนให้มีความรู้และการปฏิบัติตนต่อบุคคลอื่น โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6)     ทรงสันนิษฐานว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงรวบรวมขึ้น ตัวอย่างสุภาษิต เช่น อย่าใฝ่ใจเอาทรัพย์ท่าน เมื่อน้อยให้รู้วิชา อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา ฯลฯ

 

         

 

 

                                     ภาพที่ 13 สุภาษิตพระร่วง

ที่มา: http://mblog.manager.co.th/chanpanakrit/th-13286/

สันนิษฐานว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงรวบรวมขึ้น ตัวอย่างสุภาษิตสั่งสอนคนให้มีความรู้ และการปฏิบัติตนต่อบุคคลอื่น โดยพระบาทสม

 

 

         (3)  ตำรับนางนพมาศ
        
          ตำรับนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ วรรณกรรมเล่มนี้ได้กล่าวถึงประเพณีในราชสำนัก ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสุโขทัย และเป็นการเชิดชูพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ในสมัยสุโขทัย รวมทั้งพระราชพิธีต่าง ๆ ในสมัยนั้น

                                

 

                  

          ภาพที่ 14 ตำรับนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์

ที่มา: http://gotoknow.org/blog/bookish/150025

 

 

 

  (4)  ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถาหรือไตรภูมิกถา 
         พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ นรก สวรรค์ เพื่อที่จะอบรมสั่งสอนให้ราษฎรรู้จักเกรงกลัวต่อบาป และมุ่งทำความดี

 

                                                           

 

 

                ภาพที่ 15  ไตรภูมิพระร่วงที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 ทรงพระราชนิพนธ์

ที่มา:  http://www.thaisecondhand.com/_board/bk/data/BK7193226.html

   

3)  ด้านศาสนา

 

 

       (1)  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
          ในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์   ได้รับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ (หินยาน) มาจากนครศรีธรรมราช ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าพระองค์ทรงมีไมตรีกับพระเจ้าศิริธรรมแห่งนครศรีธรรมราชและได้แต่งทูตไปลังกาเพื่อขอพระสีหลปฏิมา (พระพุทธสิหิงค์) มาไว้สักการบูชาในกรุงสุโขทัย

                                                                        

            ภาพที่ 16 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย
       ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kingsoke&group=5

    
 
 
 
   (2)  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
    ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ได้นิมนต์พระสงฆ์ลังกาจากเมืองนครศรีธรรมราช มาเผยแผ่พระพุทธศาสนา และอบรมธรรมะให้กับชาวสุโขทัย ทำให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา มีการสร้างวัด  สร้างพระพุทธรูป  ประชาชนอยู่ในศีลธรรม  ทำบุญ ให้ทาน และในวันธรรมสวนะ(วันพระ)   พระสงฆ์จะนั่งแสดงธรรมเทศนาบนพระแท่นมนังคศิลาบาตร ถ้าไม่ใช่วันพระพระองค์ก็จะทรงสั่งสอนศีลธรรมให้กับประชาชนของพระองค์ 

 

                 

 

 

         ภาพที่ 16 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย

        ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kingsoke&group=5

   
             (3)  พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)
 
                    ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)  พระพุทธศาสนาได้เจริญสูงสุด  พระองค์โปรดเกล้าฯให้คนไปนิมนต์พระสงฆ์มาจากลังกาและทรงแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราช นอกจากนั้น ได้โปรดเกล้าฯให้จำลองรอยพระพุทธบาทในประเทศลังกามาประดิษฐานไว้ที่ภูเขาพระบาทใหญ่ (เขาสุมนกูฏ) โปรดเกล้าฯให้มีการฉลองรอยพระพุทธบาทและให้ประชาชนเมืองต่างๆได้สักการบูชา พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก จึงทรงออกผนวชในพระพุทธศาสนา และได้จำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง    นับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงออกผนวช   นอกจากนั้นพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถา ซึ่งเป็นหนังสือที่ชี้ให้เห็นถึงผลของกรรม ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว

                                                                 

 

 

                                        ภาพที่ 18 พญาลิไท

ที่มา: http://www.bpp44.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=380202

       

 

 

 

 

เรื่อง พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ที่สำคัญสมัยสุโขทัย 

 

 

         สุโขทัย รุ่งอรุณแห่งความสุข นับเป็นรุ่งอรุณของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีระยะเวลาอันยาวนานมากว่า 700 ปีมาแล้ว ซากอดีตทางวัฒนธรรมสุโขทัยเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในชาติพระมหากษัตริย์สมัยสุโขทัยหลายพระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อสร้างความเจริญและความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้กับอาณาจักร                 จากหลักศิลาจารึกหลักที่ 45 ซึ่งจารึกในปี พ.ศ. 1935 ได้กล่าวถึงพระนามของกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงที่ปกครองอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์มีมติว่า กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงที่ปกครองอาณาจักรสุโขทัยนั้นมีทั้งสิ้น 9 พระองค์ด้วยกันดังมีรายพระนามดังต่อไปนี้ 

ลำดับที่ พระนาม ปีที่ขึ้นครองราชย์ ปีที่สิ้นสุดรัชสมัย
123456 7 89 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์พ่อขุนบานเมืองพ่อขุนรามคำแหงมหาราชพระยาเลอไทพระยางั่วนำถุมพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) พระมหาธรรมราชาที่ 2  พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสยลือไท)พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) พ.ศ. 1792ไม่ปรากฏพ.ศ. 1822พ.ศ. 1841ไม่ปรากฏพ.ศ. 1890 ระหว่างพ.ศ. 1911 – 1916พ.ศ. 1943พ.ศ. 1962 ไม่ปรากฏพ.ศ. 1822พ.ศ. 1841ไม่ปรากฏพ.ศ. 1890ระหว่างพ.ศ. 1911 – 1916พ.ศ. 1942 พ.ศ. 1962พ.ศ. 1981

           พระมหากษัตริย์ที่สำคัญที่จะนำมากล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่ทำให้อาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีดังนี้

 

1.              พ่อขุนศรีอินทราทิตย์

 1)            พระราชประวัติ    พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย   ราชวงศ์พระร่วง   ซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรแรกของชนชาติไทย  ในปี พ.ศ. 1792   ทรงมีพระนามเดิมว่า พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง ทรงมีพระสหายสนิทคือพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด แล้วทรงช่วยกันรวบรวมกำลังพลขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพง ซึ่งปกครองสุโขทัยอยู่ในขณะนั้นเป็นผลสำเร็จและสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยเป็นราชธานี  โดยพ่อขุนผาเมือง ทรงสถาปนาพ่อขุนบางกลางหาว  ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรสุโขทัย และถวายพระนามให้ใหม่ว่า ศรีอินทรบดินทราทิตย์ แต่พระองค์ทรงใช้พระนามว่า ศรีอินทราทิตย์

 

 

 

                      ภาพที่ 1 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง

                       

                       ที่มา:  http://www.thaigoodview.com/files/u7309/246PX-_1.jpg

 

1)            พระราชกรณียกิจ

 (1) ทรงสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย    โดยพระองค์ทรงรวบรวมไพร่พลต่อสู้ขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพง    ซึ่งปกครองสุโขทัยอยู่ในตอนนั้นเป็นผลสำเร็จ   ทำให้คนไทยมีอิสรภาพ ไม่ตกอยู่ใต้การปกครองของขอมอีกต่อไป(2) ทรงทำสงครามเพื่อป้องกันราชธานี และขยายพระราชอาณาเขต   ในระหว่างที่

ทรงครองราชสมบัตินั้น พระองค์ได้ทำสงครามปกป้องอาณาจักรหลายครั้ง สงครามครั้งสำคัญคือสงครามกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ที่ยกทัพเข้ามารุกรานเมืองตาก ซึ่งเป็นชายแดนอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เสด็จพร้อมด้วยพระราชโอรสองค์เล็กคือพ่อขุนรามคำแหง ทรงยกทัพเข้ารบจนได้รับชัยชนะทำให้อาณาจักรสุโขทัยได้เมืองตากกลับคืนมา

 

2.              พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

 1) พระราชประวัติ          พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และพระนางเสือง  ทรงครองราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาธิราชพ่อขุนบานเมือง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 3 ของอาณาจักรสุโขทัย  พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในสมัยสุโขทัยที่ได้รับการยกย่องให้เป็น มหาราช  เนื่องจากในสมัยของพระองค์อาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในทุก ๆ ด้าน

 

 

 

 

                            ภาพที่ 2 พระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
                            วีรกษัตริย์ผู้ทรงทำนุบำรุงและพัฒนาอาณาจักรสุโขทัยจนเรืองอำนาจ

 

                                 ที่มา:  มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย

                      กำแพงเพชร. หน้า 44.  

2) พระราชกรณียกิจ

 

                        (1)  ด้านการเมืองการปกครอง

       1)  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการรบจะเห็นได้จาก

เมื่อครั้งที่ตามเสด็จพระราชบิดาทำศึกสงครามกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ช้างของพระราชบิดาเสียทีแก่ขุนสามชน พระองค์จึงทรงเข้าไปช่วยด้วยความกล้าหาญจนได้รับชัยชนะ ตั้งแต่นั้นมาพระองค์จึงทรงได้รับพระราชทานนามจากพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ว่า รามกำแหง หรือรามคำแหง

                                                                                       

                         ภาพที่ 3 ภาพวาดจินตนาการ วีรกรรมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

                                ที่มา: http://web.schq.mi.th/~afed/mil_museum_2007/heroes_ramkumhang.htm

 2)  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช      ทรงขยายพระราชอาณาเขตโดยการทำสงคราม

ทำให้อาณาจักรสุโขทัยกว้างใหญ่ที่สุดกว่าสมัยใด ๆ ทำให้บ้านเมืองมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น

 3)    ทรงใช้รูปแบบการปกครองแบบปิตุราชา (พ่อปกครองลูก)    โดยทรงเอาพระทัยใส่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด ดั่งพ่อกับลูก ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์โปรดเกล้าฯให้แขวนกระดิ่งไว้หน้าประตูวัง หากประชาชนคนใดมีเรื่องทุกข์ร้อนอันใดก็ให้ไปสั่นกระดิ่ง แล้วพระองค์จะเสด็จตัดสินปัญหาและคดีความให้ด้วยความเป็นธรรม

 

                               

 

                                    ภาพที่ 4 กษัตริย์ครองแคว้นสุโขทัย          

                       

                ที่มา: http://www.lks.ac.th/kukiat/student/Different/4%20kon/rungrod.html

 4)    ทรงปกครองดูแลเมืองบริวารอย่างทั่วถึง  อาณาจักรสุโขทัย

มีการปกครองแบบกระจายอำนาจ  โดยทรงแต่งตั้งให้เจ้านายและขุนนางไปปกครองดูแลเมืองลูกหลวง เมืองพระยามหานคร ตามลำดับ โดยเมืองเหล่านี้คอยรับคำสั่งจากเมืองราชธานี ส่วนเมืองประเทศราชนั้นก็ให้เจ้าเมืองปกครองดูแลกันเองเพียงแต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย 3 ปีต่อครั้งเท่านั้น

  

                        (2)   ด้านเศรษฐกิจ

                                        พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ทรงส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ  โดยให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการค้าขายโดยอิสระ โดยไม่มีการเก็บภาษีผ่านด่าน(จกอบ) จากพ่อค้าแม่ค้าภายในอาณาจักรสุโขทัย และทรงสนับสนุนให้มีการทำเครื่องสังคโลก โดยโปรดเกล้าฯให้สร้างเตาเผาที่เรียกว่า เตาทุเรียง ขึ้นหลายแห่ง เพื่อใช้เป็นเตาเผาเครื่องสังคโลกโดยที่ผลิตขึ้นใช้ภายอาณาจักรและส่งไปขายภายนอกอาณาจักร

 

                                                                                        

ภาพที่ 5 เตาทุเรียง เป็นเตาที่ใช้เผาเครื่องสังคโลกในสมัยสุโขทัย

 ที่มา: มรดกไทย มรดกโลก. หน้า 180.                                   อาณาจักรสุโขทัยมีสภาพทางภูมิศาสตร์ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก เนื่องจากในฤดูน้ำหลาก น้ำจะมีปริมาณมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง และในฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอด ประกอบกับสภาพดินเป็นดินปนทรายทำให้ไม่อุ้มน้ำ ทำให้ทำการเกษตรกรรมไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเขื่อนดินขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ เขื่อนในสมัยสุโขทัยเรียกว่า สรีดภงส์หรือทำนบพระร่วง และภายในตัวเมืองก็มีการขุดสระน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ตระพัง ทำให้อาณาจักรสุโขทัยมีน้ำใช้อย่างพอเพียง  

                        (3)  ด้านวัฒนธรรม

 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช    ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นใช้ที่เรียกว่า ลายสือไทย ซึ่งสันนิษฐานว่าดัดแปลงมาจากตัวอักษรขอมและมอญ  หลังจากนั้นพระองค์โปรดเกล้าฯให้จารึกตัวอักษรบนหลักศิลาจารึกหลักที่ 1  นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญอย่างยิ่งที่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย

 

                                         

 

ภาพที่ 6 ศิลาจารึกสุโขทัย จัดเป็นหลักฐานชั้นต้นในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยที่สำคัญยิ่ง

 

ที่มา:  มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. หน้า 45.

   

                พระองค์ทรงนิมนต์พระสงฆ์ลังกา      จากเมืองนครศรีธรรมราชมาเทศนาอบรมสั่งสอนประชาชนทุกวันธรรมสวนะ(วันพระ) โดยโปรดเกล้าฯให้สร้างพระแท่นมนังคศิลาบาตรไว้กลางดงตาลภายในกำแพงเมือง ถ้าเป็นวันธรรมดาพระองค์จะทรงอบรมสั่งสอนขุนนาง และประชาชนด้วยพระองค์เอง

 

(4)   ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

 พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงสร้างความมั่นคงของอาณาจักร โดยการผูกมิตรไมตรีกับอาณาจักรต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป เช่น ผูกมิตรกับอาณาจักรมอญในการสร้างความสัมพันธ์ระบบเครือญาติ โดยทรงให้พระราชธิดาอภิเษกสมรสกับมะกะโทเพื่อประโยชน์ทางการค้า การใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตกับล้านนา โดยให้การช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงของอาณาจักรและเมืองนครศรีธรรมราชในรูปการเผยแผ่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์  ทำให้อาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง  

1.              พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)

 

1)            พระราชประวัติ

 พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)    ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 6 ของอาณาจักรสุโขทัย ทรงเป็นพระราชโอรสของพญาเลอไท และเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรสุโขทัยที่ขึ้นต้นคำนำหน้าพระนามว่า พระมหาธรรมราชา ที่แสดงถึงลักษณะการปกครองที่เปลี่ยนจากปิตุราชามาเป็นแบบธรรมราชา และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จออกผนวชขณะขึ้นครองราชย์ ทรงศึกษาพระไตรปิฎกจนมีความรู้แตกฉาน   ในสมัยของพระองค์อาณาจักรสุโขทัยกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งแม้จะไม่เท่ากับเมื่อครั้งรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแต่ก็ดีกว่าสองรัชกาลที่ผ่านมา ในสมัยนี้อาณาจักรสุโขทัยมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ มากมายทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับยุคสมัยและอำนาจที่เปลี่ยนไปของอาณาจักรสุโขทัย

 

 

ภาพที่ 7 พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 6 ของอาณาจักรสุโขทัย

 ที่มา: http://personinhistory.exteen.com/page-10    

1)            พระราชกรณียกิจ

 (1) ด้านการเมือง การปกครอง     พระราชกรณียกิจประการแรกที่พระองค์ทรงกระทำ

หลังจากการขึ้นครองราชย์คือการรวบรวมอาณาจักร เพราะในขณะนั้นหัวเมืองใหญ่น้อยที่เคยอยู่ในอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยต่างตั้งตนเป็นอิสระ ดังนั้นพระองค์จึงทรงปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ และรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงอีกครั้ง โดยในสมัยนี้พระองค์ได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้แก่ทศพิธราชธรรมมาใช้ปกครองประชาชนของพระองค์โดยทรงยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมและปกครองประชาชนด้วยหลักเมตตาธรรม

 

(2)  ด้านวัฒนธรรม

       1)  ทรงส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรือง โดยที่พระองค์ทรงออกผนวช

ระหว่างที่ทรงครองราชสมบัติ  โดยทรงอาราธนาพระสังฆราชจากเมืองนครพันของมอญมาเป็นพระอุปัชฌาย์ให้พระองค์ โดยทรงผนวชที่วัดป่ามะม่วง ทำให้ชายไทยในสมัยนั้นพากันออกบวชเป็นจำนวนมากกลายมาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีการบวชของชายไทยจนถึงทุกวันนี้

 

      2) โปรดเกล้าฯให้มีการสร้างพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมากไว้ให้ประชาชนได้สักการะ พระพุทธรูปที่สำคัญ  ได้แก่ พระพุทธชินราช ประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร  จังหวัดพิษณุโลก   พระพุทธชินสีห์ และพระศาสดา ประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร พระศรีศากยมุนี พระพุทธรูปสำริด ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร

                                            

      ภาพที่ 8 พระพุทธชินราช                                                              ภาพที่ 9 พระพุทธชินสีห์
   ประดิษฐานที่
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร                          ประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร 

                                จังหวัดพิษณุโลก                                                                   กรุงเทพมหานคร        

                 

                   ที่มา: http://www.oknation.net/                                              ที่มา: http://www.oknation.net/
                          blog/print.php?id=82663                                                       blog/print.php?id=82663

   3)  ทรงสร้างวัดในเขตกำแพงเมือง คือ วัดมหาธาตุที่สุโขทัย    เป็นวัดที่ใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาโดยที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

 

 

ภาพที่ 10  วัดมหาธาตุ

 

ที่มา: มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. หน้า 40.

  4)  โปรดเกล้าฯให้มีการสร้างหอเทวาลัยมหาเกษตร  ที่วัดป่ามะม่วง  โดยให้ประดิษฐานเทวรูปพระศิวะ พระนารายณ์                             

ภาพที่ 11 หอเทวาลัยมหาเกษตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
ซึ่งพระมหาธรรมราชาที่ 1 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นกลางอรัญวาสี

 

ที่มา: มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. หน้า 48.

 5)  ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีในพระพุทธศาสนา เรื่อง ไตรภูมิพระร่วง  ( เตภูมิกถา ) เป็นวรรณกรรมเล่มแรกของไทยที่ได้กล่าวถึงเรื่องบาป บุญ นรก สวรรค์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนมุ่งทำแต่ความดีและให้มีความเกรงกลัวต่อบาป

 

  ภาพที่ 12 ไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณกรรมเล่มแรกของไทย โดยพระมหาธรรมราชาที่ 1 ทรงพระราชนิพนธ์

ที่มา: http://www.tddf.or.th/tddf/cards/detail.php?inyear=2007&id=0027

 

 

 

สร้างโดย: 
นางรัชญา ไชยนา