ครู...ในสังคมไทย



                                                                                                                      

ครู...ในสังคมไทย

    สังคมไทย  นิยมความอ่อนน้อม  และกตัญญูรู้คุณ


    ครู  เป็นบุคคลที่สังคมไทยยกย่องเป็น “ปูชนียบุคคล” คือ บุคคลที่ควรบูชา  ถือเป็นผู้มีพระคุณรองจากพ่อแม่  เนื่องจากพ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิต  ครูเป็นผู้ให้ความรู้ความคิด  ทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ 


    การที่ครูได้รับการยกย่องอย่างสูงในสังคมไทย  เนื่องจากในสมัยก่อน  วิชาความรู้ทั้งหลายนับเป็นของมีค่า  คนมีความรู้จึงมักจะหวงแหนไม่ยอมสั่งสอนให้ใครง่าย ๆ วิชาบางอย่างสั่งสอนกันเฉพาะลูกหลานผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล  บางวิชาแม้จะสอนให้คนทั่วไป  แต่ก็มักจะสอนให้เฉพาะความรู้พื้น ๆ  ส่วนที่เป็นสุดยอดเคล็ดวิชา  ก็มักจะต้องมีการเลือกสรรว่าจะสอนให้กับศิษย์คนไหน  หรืออาจไม่สอนให้ใครเลย  ซึ่งก็ทำให้วิชาความรู้บางอย่างหายสูญไป  เนื่องจากไม่มีคนสืบทอด  ว่ากันว่า  เมื่อครั้งที่ รัชกาลที่ ๓  ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ และให้รวบรวมสรรพวิชาทั้งหลายมาจารึกไว้เพื่อเผยแพร่ให้แก่คนทั่วไป  ถึงกับต้องให้บรรดาเจ้าของวิชาความรู้ทั้งหลายนั้นจุดธูปสาบานกันทีเดียวว่าจะเผยแพร่ความรู้โดยไม่บิดเบือนปิดบัง  ซึ่งวิชาความรู้ที่จารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ นั้น  นับว่ามีคุณค่ามหาศาล  ทั้งด้านวรรณกรรม  และตำราแพทย์แผนโบราณ  ทั้งตำรายาและตำราหมอนวดที่กลับมาโด่งดังในยุคนี้ 


     สิ่งที่สะท้อนให้เห็นค่านิยมการยกย่องครูบาอาจารย์ในสังคมไทย  จะเห็นได้จากประเพณีไหว้ครู  โดยเฉพาะในการเรียนวิชาที่ถือกันว่าเป็นของเก่าแก่  สืบทอดกันมานาน  เช่น โหราศาสตร์  ศิลปะแขนงต่าง ๆ  ทั้งวิจิตรศิลป์  และศิลปะการต่อสู้ ในศิลปะบางแขนง  มีพิธีการ “ครอบครู” โดยต้องมีครูผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือว่าเป็นครู  เป็นผู้ “ครอบ”  หมายถึงเป็นการมอบความรู้ให้  โดยมีวิธีการต่าง ๆ กันไป  เช่น  นำศีรษะครูจำลองมาครอบลงบนศีรษะ  จับมือให้รำ  หรือให้เขียนลวดลาย  ฯลฯ  คนที่ได้รับการครอบครูแล้วถือว่าได้รับอนุญาตให้เรียน  รวมทั้งให้นำความรู้ไปใช้ได้  แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่นำไปใช้ผิด ๆ เพี้ยน ๆ นอกครู  ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ไม่เจริญรุ่งเรือง  ส่วนคนที่ไม่ได้ครอบนั้น  หากอุตรินำไปใช้  ว่ากันว่าอาจถูกครูลงโทษถึงขั้นเจ็บป่วย  หรือมีอันเป็นไปต่าง ๆ กันเลยทีเดียว


     ที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า  คำว่าครู  ในสังคมไทยนั้น  ไม่ได้หมายถึงเฉพาะครูที่เป็นตัวเป็นตน  เป็นคนที่เคยสั่งสอนอบรมมา  แต่รวมไปถึง  บรรดาครูผู้มีความรู้ทั้งหลายทั้งปวง  ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตแล้ว  ดังจะเห็นได้การยกย่องสุนทรภู่  เป็นบรมครูกวี  ก็เนื่องจากสุนทรภู่ได้เขียนกลอนไว้เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบต่อกันมา  หรือในกรณี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่ทรงได้รับการยกย่อง  เป็น “ครูของแผ่นดิน” ก็เนื่องจากทรงศึกษาความรู้ต่าง ๆ และนำมาพระราชทานสั่งสอน  เป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่พสกนิกร  เปรียบเสมือนได้ทรงทำหน้าที่เป็น “ครู”  เช่นกัน


     ครู  ไม่ได้มีอยู่แต่เฉพาะในโรงเรียน  แม้ในสังคมต่าง ๆ ก็มีครูหรือผู้รู้ที่มีบทบาทเป็นผู้สั่งสอนให้แนวทางแก่คนในสังคม  เช่น  พ่อแม่  ถือเป็นครูคนแรกของลูก  เนื่องจากเป็นผู้สอนให้พูด  สอนให้เรียนรู้การดำรงชีวิตในวัยเยาว์  ในสมัยก่อน  พ่อแม่นิยมส่งลูกหลานไปอยู่วัด  เป็นศิษย์วัด  พระก็เป็นครูช่วยสั่งสอนอบรมให้ความรู้  ในสังคมและชุมชนต่าง ๆ มีผู้รู้ที่ได้สั่งสมประสบการณ์มายาวนาน  เป็นครูถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนในสังคม  ซึ่งในปัจจุบันยกย่องเป็น “ครูภูมิปัญญา”


     คนมีครูนั้น  ถือว่าเป็นคนมีความรู้  ศรีปราชญ์  ซึ่งเป็นกวีคนหนึ่งที่มีนิสัยออกไปทางอวดดี  ไม่ค่อยจะยอมลดราวาศอกให้ใคร  รวมทั้งไม่ค่อยจะได้แสดงความอ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์  ตามธรรมเนียมนิยมในการแต่งคำประพันธ์  กวีทั่วไปมักขึ้นต้นด้วยบทไหว้ครู  แต่ศรีปราชญ์ก็ไม่ได้ไหว้  ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า  เป็นผลทำให้ศรีปราชญ์ต้องสิ้นชีวิตโดยถูกประหาร  หรือพูดกันทั่วไปว่า “ตายไม่ดี”  แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง  เมื่อจะถูกประหาร  ศรีปราชญ์ยังเขียนโคลง  บทที่คนรู้จักกันดี   กล่าวถึงครูว่า “ธรณีนี่นี้  เป็นพยาน  เราก็ศิษย์มีอาจารย์  หนึ่งบ้าง”  ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า  ศรีปราชญ์มีความทรนง  ถือตัวว่าเป็นคนดีมีวิชา  ซึ่งก็ได้มาจากการเป็น “ศิษย์มีครู” นั่นเอง


    ไม่ว่าจะเป็นครูลักษณะไหน  เป็นครูที่สอนโดยตรงหรือไม่ได้สอน  มีชีวิตอยู่หรือไม่มี  การยกย่องให้เกียรติครูเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยสืบทอดกันมาช้านาน  เมื่อจะเริ่มเรียน  เริ่มงาน  เริ่มการแสดง ฯลฯ  มักจะต้องไหว้ครูเพื่อความเป็นสิริมงคล 


    ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว  ความอ่อนโยน  อ่อนน้อม  รู้จักยกย่อง  ให้ความเคารพนับถือคนที่มีความรู้  มีประสบการณ์  และเปิดหัวใจให้กว้าง  เพื่อรับความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของคนอื่น  เป็นธรรมะประการหนึ่ง  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประพฤติได้รับประโยชน์  ได้รับความรู้กว้างขวางออกไป   นับเป็นรากฐานของการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง


 
 

สร้างโดย: 
รัตนา สถิตานนท์