โรคกระดูกพรุน ... แล้วกระดูกเราต้องเป็นรูงั้นเหรอ!!!!!!


รูปภาพของ sss27214

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

1.พันธุกรรมและยีนผิดปกติ
2.โภชนาการ
3.แคลเซียม
4.วิตามินดี
5.เอสโตรเจน
6.ฮอร์โมนอื่นๆ
7.ขาดการออกกำลัง
8.ยาบางชนิด แอลกอฮอล์ และบุหรี่
9.การผ่าตัดและโรคบางชนิด

พันธุกรรมและยีนผิดปกติ

1.การเกิดโรคกระดูกพรุนมีส่วนเกี่ยวพันกับความผิดปกติของยีนถึงร้อยละ 80 จากการศึกษาพันธุศาสตร์ของคนไข้โรคกระดูกพรุนอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ที่ได้ทำการตรวจความหนาแน่นของกระดูก ยังพบว่ามีความผิดปกติของยีน 3 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน วิตามินดี และแคลเซียม สามารถยืนยันได้ว่า ความผิดปกติของยีนทั้ง 3 ชนิดเป็นความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม ซึ่งการตรวจกรองหาความผิดปกติของยีนตั้งแต่ต้น พันธุกรรมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการเกิดโรคกระดูกพรุน ปัจจัยด้านพันธุกรรมระหว่างคนไทยกับคนตะวันตกในเรื่องนี้ก็มีความแตกต่างกันอีกด้วย
2.ถ้าบุคคลในครอบครัว เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย มีอาการของโรคกระดูกพรุนอย่างชัดเจน โอกาสที่บุตรหลานจะมีอาการเช่นกันนั้นสูงถึงร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 ที่เหลือขึ้นอยู่กับลักษณะในการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย

 

ที่มาของรูปภาพ:http://www.bangkokhealth.com


3.โกรธฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตของกระดูก การศึกษาวิจัยในประเทศอังกฤษโดย Professor Cyrus Cooper แห่งมหาวิทยาลัยเซาท์แธมตัน พบว่ายีนที่ควบคุมปริมาณของโกรธฮอร์โมนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน โดยพบว่าผู้ป่วยโรคนี้จำนวนมากถึงร้อยละ 15 เกิดมิวเตชันของยีนที่มีชื่อเรียกว่า GH1 gene
4.สารคอลลาเจนชนิดที่ 1 เป็นโปรตีนส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของเนื้อกระดูก การศึกษายีนที่ชื่อcollagen type I alpha 1 gene (COL1A1) พบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคกระดูกพรุน จากการวิเคราะห์ผู้ป่วยมากกว่า 5000 ราย พบว่าสองในสามมียีนชนิด 'SS' allele น้อยกว่าหนึ่งในสามมียีนชนิด 'Ss' allele และน้อยกว่าร้อยละ 5 มียีนชนิด 'ss' allele
5.รายงานผลการศึกษาวิจัยในหนูทดลองเมื่อปี 2007 พบว่ายีน DARC (Duffy Antigen Receptor for Chemokines) เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากยีนดังลก่าวสร้างโปรตีนส่งสัญญาณขนาดเล็กที่มีผลต่อการทำหน้าที่ของเซลล์ทำลายกระดูก ในหนูทดลองที่ดึง DARC gene ออกมา จะมีปริมาณความหนาแน่นมวลกระดูกเพิ่มขึ้น และการทำลายเนื้อกระดูกลดลงอย่างชัดเจน

โภชนาการ

ปัจจัยทางด้านโภชนาการ เป็นส่วนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแคลเซี่ยมและโปรตีน การไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นช่วงที่ควรสร้างความหนาแน่นของกระดูกมากที่สุด การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำในวัยชราและในคู่สามีภรรยา จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น

แคลเซียม

การที่ร่างกายได้รับแคลเซียมจากแหล่งอาหารประจำวันอย่างพอเพียง หากไม่รับประทานอาหารซ้ำซาก ส่วนใหญ่มักจะเพียงพอต่อความต้องการประจำวันของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องได้แคลเซียมเสริม นอกจากบางคนอาจได้แคลเซียมไม่พอเพียงเนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนอย่างชัดเจนเช่น โครงสร้างของกระดูกบอบบาง หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ
จากโครงการวิจัยการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนในคนไทย พบว่า
คนไทยมีความแตกต่างจากคนตะวันตก ในปัจจัยสำคัญๆ ที่ควบคุมเมตาบอลิสซึมของแคลเซียมคือ คนไทยกินแคลเซียมน้อยกว่า คนไทยกินโปรตีนและเกลือแกงน้อยกว่า คนไทยมีระดับวิตามินดีในเลือดพอเพียงและไม่ลดลงตามอายุ คนไทยมียีนชนิดที่ความสามารถดูดแคลเซียมจาก ลำไส้ได้ดีกว่า จากความแตกต่างดังกล่าวนี้                                   

ที่มาของรูปภาพ:http://www.bangkokhealth. com 

  จึงมีข้อสันนิษฐานว่า ปริมาณที่เหมาะสมของแคลเซียมที่คนไทยอายุต่างๆ ควรจะได้รับในแต่ละวันอาจจะน้อยกว่าปริมาณในคนตะวันตก ซึ่งจากรายงานศึกษาวิจัยต่างๆ ให้ผลสอดคล้องกันว่าอยู่ประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
อาหารประจำวันซึ่งเป็นอาหารไทยๆ หาได้ง่ายๆ ราคาไม่แพง และมีสารอาหารแคลเซียมสูง ได้แก่ กุ้งแห้งตัวเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ, กุ้งฝอย 1 ช้อนโต๊ะ, กะปิ 2 ช้อนชา, ปลาสลิด 1 ตัว, งาดำคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ, เต้าหู้ 1 ก้อน, ถั่วเหลืองสุก 10 ช้อนโต๊ะ, ถั่วเขียวสุก 10 ช้อนโต๊ะ, ใบยอ 1 ถ้วยตวง, มะขามฝักสด 10 ฝัก, ผักคะน้า 1 ถ้วยตวง, มะเขือพวง 1 ถ้วยตวง
โดยปกติคนไทยได้รับแคลเซียมจากการรับประทานเฉลี่ยราว 360 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน แต่ชาวอเมริกันได้รับคำแนะนำให้ทานแคลเซียมราว 1,000-1,500 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน
แหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุดคือ นม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากนม รองลงมาก็คือ ปลาเล็กที่กินทั้งกระดูก กะปิ ในขณะที่แคลเซียมจากผักจะดูดซึมไม่ดี เนื่องจากปริมาณสารไฟเตตและออกซาเลต จะรบกวนการดูดซึมแคลเซียม
การสูญเสียแคลเซียมผ่านทางผิวหนัง ปัสสาวะและอุจจาระ ควรจะทดแทนการสูญเสียเหล่านั้น เพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก เด็กและประชาชนวัยหนุ่มสาวควรจะรับประทานแคลเซียมให้มากพอ เพื่อที่จะเสริมสร้างปริมาณสูงสุดของความหนาแน่นของกระดูกให้เต็มที่ ปัจจุบันแนะนำให้หญิงวัยหมดประจำเดือนรับประทานแคลเซียมให้มากขึ้น แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจะมีความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายได้รับ กับความหนาแน่นของกระดูกก็ตาม
การศึกษาเกี่ยวกับแคลเซียมเสริมในรูปแบบต่างๆ ยังมีน้อย
แคลเซียมเสริมในรูปสารละลายหรือสารแขวนลอยจะถูกดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมเสริมในรูปเกลือ carbonate, acetate, lactate และ gluconate มีรายงานการศึกษาพบว่าแคลเซียมคาร์บอเนตจากแหล่งผลิตที่ต่างกัน อาจจะมีการดูดซึมที่แตกต่างกันไปได้



กระดูกถือว่าสเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากของร่างกาย จากการที่เพื่อนได้ออกมานำเสนอตัวข้าพเจ้าเองคิดว่า คนที่ได้รับรู้เรื่องโรคกระดูกพรุนนี้ก็จะทำให้ตระหนักและใส่ใจถึงความสำคัญของกระดูกมากขึ้น และรู้จักวิธีที่ทำให้กระดูกแข็งแรง และรู้จักที่จะระมัดระวังในการดำเนินชีวิตหรือไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อกระดูกCool

น.ส.ศิรินทร์    ปัชชา   ม.6/7   เลขที่ 27 (เพื่อน)


รูปภาพของ sss27210

แต่ก่อนเราไม่เคยสนใจเลย

แต่ต้องสนใจแล้วแหละ



ว้าวววว!!ดีจัง จะไว้จำเอาไปบอกแม่นะ

ขอบคุนมาก ขวัญ^^



ข้อมูลเยอะจัง งงง

เต็มเปรี่ยมด้วยความรู้>>> 

ขอบคุณนะ



เนื้อหาครบถ้วนมากๆ เจาะลึกทุกอย่าง ละเอียดจริงๆ

 


รูปภาพของ kalayarat

ขอบคุณค่ะ   ตรวจแล้ว

.กัลยารัตน์